Translate

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

การให้หัวเชื้อ

การให้หัวเชื้อ
หัวเชื้อที่จะใช้ ต้องตรวจดูก่อนว่าไม่มีสีดำ สีเขียว ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นเป็นเชื้อรา ให้ทิ้งไปเลยทั้งถุงอย่าเสียดาย เมื่อตรวจหัวเชื้อเรียบร้อยแล้ว ให้อาบน้ำล้างมือให้สะอาด ทำความสะอาดกระมังที่พอใส่หัวเชื้อ 4 ถุง ให้ฉีกหัวเชื้อเป็นขิ้นเล็กที่สุด อย่าใช้วิธีการขยี้เพราะจะทำให้เส้นใยช้ำ ที่ให้ทำทีละ 3 ถุงเพราะว่าถ้าหัวเชื้อติดเชื้อราอื่นจะได้ไม่กระจายออกไปมาก หลังจากฉีกเสร็จแล้วให้ใช้แป้งข้าวเหนียว ให้แน่ใจว่าสะอาดก็พอ 2 ช้อนโต๊ะ (แป้งเป็นแหล่งคาร์บอนที่มีผลต่อการเจริญเติบโตสูงที่สุด)
ผสมคลุกเคล้าให้ทั่ว นำไปโรยให้ทั่วแปลงเพาะ การโรยให้โรยห่างจากขอบวัสดุเพาะลึกเข้าไป 4 – 5 นิ้วฟุต และกะให้โรยพอดีหมดใน 3 - 4 ตารางเมตร

หลังจากให้หัวเชื้อเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้ E.M. 300 c.c วิตามินบี 1 (Thiamime มีผลเร่งการเจริญของเส้นใย) ซื้อได้ที่ร้านขายยา 1 เม็ด ผสมน้ำ 5 ลิตร น้ำที่ใช้ต้องให้แน่ใจว่าสะอาดไม่มีคลอรีน ถ้าใช้น้ำประปาต้องขังน้ำทิ้งไว้ 5 วัน ให้ดีรองน้ำใส่โอ่งใหญ่ทิ้งไว้เลยเอาไว้ใช้กับเห็ดโดยเฉพาะ เมื่อผสมกันแล้วใช้รดลงแปลงเพาะกะให้หมดใน 5 ตารางเมตร น้ำที่ใช้รดนี้ถ้าโดยหัวเชื้อจะทำให้มันยุบตัวแนบติดกับวัสดุเพาะ และน้ำจะพาเชิ้อเขากองเพาะ ถ้ารดแล้วยังมีส่วนที่ยังไม่ยุบก็ให้เพิ่มน้ำเข้าไปอีก หัวเชื้อที่ไม่ถูกน้ำส่วนใหญ่จะให้เส้นใยน้อยและแห้งเกินไป แต่ต้องระวังให้ดีอย่าให้จนวัสดุเพาะเปียกมากเกินไปจะทำให้เชื้อเดินเข้าไปในวัสดุเพาะได้ไม่ดี
หลังจากให้หัวเชื้อเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เห็ดสร้างเส้นใยเห็ด จะต้องปิดโรงเรือนให้สนิท เพื่อไม่ให้ไนโตรเจนซึ่งอยู่ในกองเพาะสูญเสียไป (ไนโตรเจนเห็ดจะใช้ในการสร้างเส้นใย) ในระหว่างนี้อุณหภูมิในโรงเรือนจะลดลงไปเรื่อย ๆ ให้รักษาอุณหภูมิในโรงเรือนไว้ที่ 34-38 องศา อย่าให้อุณหภูมิสูงกว่านี้ ถ้าสูงกว่าให้เปิดช่องลงเพื่อลดอุณหภูมิ จนได้ที่แล้วต้องรีบปิด ถ้าทุกอย่างถูกต้อง หลังจากให้หัวเชื้อแล้ว 6 ช.ม. จะเห็นเส้นใยเห็ดเริ่มเดิน ถ้าผ่านไป 12 ช.ม. แล้วยังไม่เห็นเส้นใยเห็ดเดิน หรือเดินน้อย ก็เตรียมใจได้ครับ ต้องมีขั้นตอนใดพลาดไป สาเหตุมีหลายอย่างเช่น
-วัสดุเพาะเป็นกรดสูง อาจจะเนื่องมาจาก หมักนานไป หรือกลับกองวัสดุเพาะน้อยเกินไป
-ฟ่างมีสารตกค้าง เช่น ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าเชื้อรา ตอนแช่ฟางต้องย่ำด้วย หลังจากแช่ไว้ 1 คืนให้สะเด็ดน้ำทิ้งให้แห้งก่อนนำมาใช้
-หัวเชื้อไม่ดี เขาเรียกว่าเชื้อเป็นหมัน
-อุณหภูมิภายในกองเพาะต่ำกว่า 36 องศา อุณหภูมิในกองเพาะนี้ เป็นตัวตัดสินใจว่าจะเก็บเห็ดต่อไปหรือไม่ ถ้าต่ำกว่า 36 องศา เก็บเห็ดเสร็จรอบแล้วก็รื้อทิ้งได้เลยครับ ถึ่งเกิดก็ไม่มากแล้ว ยกเว้นแต่คุณมีโรงเรือนมาก อยากจะเก็บต่อไปขายได้วันละ 100 - 300 บาทต่อวัน ก็ตามใจแต่ถ้านานมากไปจะมีแมลงไรนะครับ
-วัสดุเพาะที่กองบนชั้นต้องกองให้หนาแต่ไม่ใช่แน่น ถ้าแน่นแล้วจะเกิดก๊าซซึ่งเป็นพิษกับเห็ด
-กองเพาะเปียกเกินไป เรื่องแห้งไปไม่เป็นเพราะให้น้ำตอนให้หัวเชื้อ
ตอนต่อไปจะพูดเรื่องการตัดเส้นใยเห็ดครับ ใครที่ทดลองเพาะแล้ว นำมาเล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ คนอื่นจะได้รู้ปัญหาด้วย

การอบไอน้ำ

การอบไอน้ำฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ 
                    หลังจากเลี้ยงเชื้อราจนได้ที่แล้ว ให้เริ่มงานในตอนเช้ามืด โดยฉีดน้ำลดวัสดุเพาะให้ชุ่มแต่ไม่ให้ถึงขนาดน้ำไหลหยดลงมาใต้ชั้นเพาะมากนัก เพราะจะทำให้เสียธาตุอาหารไปกับน้ำ อันนี้เป็นเคล็ดลับในการอบไอน้ำ ไม่ค่อยมีผู้อบรมรายใดให้ความรู้ไว้ การให้น้ำจะเป็นการใช้น้ำเป็นสื่อในการนำความร้อนเข้ากองเพาะ ในกรณีที่ความชื้นในกองเพาะไม่พอ และมีการกองวัสดุหนามาก ถ้าไม่ให้น้ำจะอบไอน้ำไม่เข้าถึงข้างในกองเพาะหรือให้เข้าถึงก็จะเสียเวลาในการอบไอน้ำนานมาก ๆ
                    การอบไอน้ำไม่เข้าถึงกองเพาะจะทำให้พอเก็บเห็ดไปเกิน 10 วันจะมีปัญหา เรื่องวัชเห็ดกับแมลงไร อีกอย่างการอบไอน้ำเป็นการไล่ความชื้นส่วนเกินออกจากกองเพาะด้วย ส่วนอุณหภูมิที่จะใช้ในการอบให้ใช้อุณหภูมิสูงสุดของกองเพาะตอนหมักวัสดุเพาะ (สมมุติ 55 องศา) บวกด้วย 10 องศา (เป็น 65 องศา) ในกรณีที่เก็บเห็ดรอบเดียวคือ 5-7 วัน ให้อบนาน ช.ม. (โดยเริ่มจับเวลาตอนจับอุณหภูมิได้สูงถึง 65 องศา และเมื่อทำอุณหภูมิสูงได้แล้วต้องดูแลเชื้อเพลิง อย่าให้อุณหภูมิลดลงระหว่างจับเวลา) หากเก็บเห็ดรอบสองด้วย ประมาณ 10-14 วัน ต้องอบนาน ช.ม. หากเก็บเห็ดนานกว่านั้นให้อบที่ ช.ม. ในกรณีที่ใข้ฝางปูรองวัสดุเพาะ ถ้าอบไอน้ำไม่ถูกต้อง จะเริ่มมีปัญหาเรื่องแมลงไร เมื่อเก็บเห็ดเลย 12 วัน แต่ในกรณีใช้ทลายปาล์ม จะไม่ค่อยมีปัญหา 

                    เรื่องแมลงไรนี้บ้างคนไม่เข้าใจปัญหา ทำให้ต้องเลิกเลี้ยงไปเลยก็มี ในความเห็นของผม ถ้าเริ่มมีไรก็ควรจะรื้อทิ้งได้ แต่บางที่เห็ดมันยังออกมากอยู่ เกิดความเสียดาย ให้ใช้สารคาร์บาริล ชื่อการค้า เซฟวิน85หรือ เอส85 ฉีดพ่นบนแปลง สารนี้ไม่มีพิษในสัตว์เลือดอุ่น แต่เป็นพิษต่อปลา และในตัวเห็ดก็มีสารหุ้มตัวมันเอง ถ้าผู้บริโภคล้างน้ำก่อน ก็แทบไม่มีสารพิษที่ตกค้างในเห็ดเลย และถ้าคุณขยันให้ใช้ตะไคร้ ทั้งรากต้นและใบส่วน กระเพราะใบและดอก ส่วน โดยน้ำหนัก นำมาตำให้ละเอียด แช่ในน้ำ E.M. มักไว้ คืน กรองเอาน้ำที่ได้ ส่วนผสมน้ำ ส่วน นำมาใช้ฉีดพ่น เนื่องจากพืชทั้ง ชนิดมีน้ำมันหอมละเหย ซึ่งแมลงไม่ชอบกลิ่นจะใช้ไล่แมลงได้หลายชนิดครับ โดยให้ฉีดพ่นตั้งแต่เก็บเห็ดได้ วันให้ฉีดทุก 2วัน เพื่อเป็นการกลบกลิ่นพืช อันนี้ถ้าใครแก้ปัญหาไรไม่ได้ ต้องเพิ่มขั้นตอนงานตัวนี้ แต่ควรจะเน้นการอบไอน้ำที่อุณหภูมิสูงขึ้นและระยะเวลาการอบไอน้ำให้ยาวขึ้นมากกว่า การอบไอน้ำที่ถูกต้อง ถ้าอบได้อุณหภูมิสูงพอและเวลาที่เหมาะสม เมื่ออบไอน้ำเสร็จตอนเข้าไปในโรงเรือน เพื่อให้หัวเชื้อจะรู้สึกหอมครับ ถ้าไม่หอมก็แสดงว่ายังอบไอน้ำได้ไม่นานพอหรือที่อุณหภูมิไม่สูงพอ ในครั้งหน้าต้องเพิ่มครับ  
                    การวัดอุณหภูมิในโรงเรือน ให้ใช้ที่วัดแบบที่เป็นหลอดแก้ว ราคาประมาณ 100 บาท เสียบเข้าไปภายในโรงเรือน ให้วัดสูงกว่าพื้น เมตร โดยไม่ไห้ส่วนปลายปรอทสัมผัสถูกผนังโรงเรือน
จากนั้นให้รอจนอุณหภูมิภายในโรงเรือนลดลงเหลือ 38-40 องศาให้ทำการให้หัวเชื้อ อย่าให้หัวเชื้อในระหว่างที่อุณหภูมิภายในโรงเรือนต่ำกว่านี้ เพราะจะทำให้เส้นใยเดินไม่ดี และถ้าให้หัวเชื้อในขณะที่อุณหภูมิในโรงเรือนสูงกว่า 42 องศา ผู้ให้หัวเชื้อก็จะรู้สึกไม่สบายตัว และเชื้อก็อาจจะตายเพราะอุณหภูมิในกองเพาะสูงจะกว่าอุณหภูมิของโรงเรือน 

                    หัวเชื้อต้องพอแก่พอดีใช้ ถ้าใยเดินไม่เต็มถึงก้นถุงจะได้เส้นใยเห็ดน้อย เห็ดที่เกิดจากเส้นใยก็น้อยตาม ถ้าเป็นสีน้ำตาลแล้ว จะได้เส้นใยน้อยแต่เห็ดสามารถเกิดได้เลยจากวัสดุของหัวเชื้อ ไม่ได้เกิดจากการเดินของเส้นใย ทำให้ต้องใช้เป็นปริมาณมากคือ 1.5 ถุง ต่อตารางเมตร ปกติใช้ 0.8-1ถุงต่อตารางเมตร
                  หมดเวลาครับ เอาไว้ตอนหน้าจะพูดต่อเรื่องการให้หัวเชื้อครับ อย่าลืมแนะนำพูดคุยกันบ้างนะครับ ไม่อยากพูดคนเดียว

วัสดุเพาะขึ้นชั้น


         การกองวัสดุเพาะในโรงเรือน ขั้นตอนนี้ผู้ให้ความรู้ส่วนใหญ่เพียงแต่บอกว่าให้ปูฟางหนาเท่านั้น กองวัสดุเพาะหนาเท่านี้แล้วก็จบ จริง ๆ แล้วสำหรับผู้เพาะเลี้ยงรายใหม่ 80 เปอร์เซ็นต์ ล้มเหลวเพราะกองวัสดุเพาะในโรงเรือนไม่ถูกต้อง
        
             การปูฟางรองวัสดุเพาะ ในชั้นบนสุดให้ใช้ฟางหนากว่าชั้น อื่น ๆ กว่า 1-2 นิ้วฟุต และในชั้นล่างให้ใช้ฟางน้อยกว่าเช่นเดียวกัน เพราะความร้อนชั้นบนร้อนกว่าเนื่องจากความร้อนของหลังคา ทำให้ความชื้นน้อยกว่าครับ  การกองวัสดุต้องปูฟางลองให้ครบทุกชั้นก่อน จากนั้นให้กองวัสดุเพาะจากชั้นบนลงมาชั้นล่าง โดยให้รดน้ำที่ฟางให้ชุ่มทุกชั้นแต่ไม่ให้หยดทิ้งมาก ก่อนกองวัสดุเพาะให้ทำทีละแถวหรือที่ละต๊งครับ 
วัสดุเพาะมี ส่วน คือส่วนที่ปูรองวัสดุเพาะ กับตัววัสดุเพาะ
วัสดุที่ปูรองวัสดุเพาะ
          ส่วนใหญ่จะใช้ฟางข้าว หากคุณมีไม่กี่โรงเรือนและไม่มีปัญหาเรื่องแรงงาน คุณควรจะมักวัสดุปูรองโดยนำฟางแช่น้ำ 1คืน จากนั้นนำขึ้นสะเด็ดน้ำ ให้แห้ง อัดลงในกระบะหมัก ฐานกว้างยาว ด้านละ เมตร สูง เมตร ด้านบนกว้างยาวด้านละ 80ซ.ม. เพื่อให้ถอดกระบะออกได้ง่าย เหยียบอัดฟางให้แน่น แล้วถอดกระบะออก ใช้ E.M. 500 c.c. ผสมปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16กับปุ๋ยยูเรีย ในอัตราส่วน ต่อ น้ำหนัก ขีด ผสมน้ำ ลิตร รดให้ทั่วด้านบน คลุมผ้าทิ้งไว้ คืน และก่อนนำไปใช้จะต้องทำการกลับกองเพื่อให้แก๊สแอมโมเนียระเหยออกไป การหมักวัสดุปูรองจะทำให้กองเพาะคุณสามารถเก็บความชื้นได้ดีขึ้น และช่วยเพิ่มผลผลิตให้คุณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นประสบการณ์ที่ผมเคยใช้ครั้งแรกนะครับแต่ปัจจุบันไม่ใช้แล้วเพราะความขี้เกียจครับ

วัสดุเพาะ
          หลังจากที่คุณหมักวัสดุเพาะเรียบร้อยแล้ว หากคุณมีเครื่องตีป่น ก็ให้ตีป่นวัสดุเพาะ แต่ถ้าไม่มีในการกลับกองแต่ละครั้ง คุณจะต้องพยายามทำให้กากมัน  แกลบ และวัสดุอื่น ๆ เข้ากันให้มากที่สุด การตีป่นวัสดุเพาะไม่ได้ทำให้คุณประหยัดวัสดุเพาะ แต่ประหยัดแรงงานในการกลับกองเพาะ หากคุณทำโรงเรือน โรงเรือนขึ้นไปควรจะมีไว้ใช้
ปกติวัสดุปูรองเป็นแหล่งเก็บความชื้นให้กับกองเพาะ หากปูรองน้อยเกินไปจะทำให้กองเพาะแห้ง ปูมากไปไม่มีผลเสียแต่เปลือง ปกติให้ปูรองหนา 4-5 นิ้ว ทุกฤดู หลักจากปูเรียบร้อยแล้วให้รดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นให้ปูวัสดุเพาะทับหน้า ส่วนว่าจะหนาเท่าไร ขึ้นอยู่กับอายุการหมักวัสดุเพาะ ชนิดของวัสดุเพาะ ความชื้นของวัสดุเพาะ และอุณหภูมิของอากาศ ปกติให้กองหนา 4-5 นิ้ว แล้วให้จับอุณหภูมิในกองเพาะตอนตี หรือตี ว่าอุณหภูมิในกองเพาะสูงถึง 41 องศาหรือไม่ (ไม่ใช่อุณหภูมิภายในโรงเรือน) ถ้าไม่ได้ให้กองเพิ่มให้หนาขึ้น หากอุณหภูมิภายในกองเพาะน้อยกว่า 38 องศา จะทำให้เห็ดเกิดน้อยมาก ถ้าหมักวัสดุเพาะถูกต้องกองวัสดุเพาะหนาเพียงพอ จะสามารถเก็บดอกเห็ดได้ 2 - 3.5 ก.ก. ต่อตารางเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ใช้ในการเก็บเห็ด หากเก็บเห็ดแค่ รอบจะได้ไม่น้อยกว่า 2 – 2.5 ก.ก. ต่อตารางเมตรครับ
หลังจากปูวัสดุเพาะแล้ว ให้ปิดโรงเรือนให้สนิท เพื่อเลี้ยงเชื้อราต่อ อุณหภูมิในโรงเรือนจะอยู่ประมาณ 42-50 องศา ถ้าทำทุกอย่างถูกต้อง จะเมื่อเห็นว่าวัสดุเพาะเป็นผ้าบาง ๆ ตามผิววัสดุเพาะคล้ายสำลีอยู่ทั่ว ถือว่าใช้ได้ จำนวนวันที่เลี้ยงเชื้อราให้ดูจากผ้าบาง ๆ เกิดขึ้นทั่วแล้ว ผ้าจะขึ้นเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับอุณหภูมิภายในโรงเรือนเป็นหลัก ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ 2-3 วัน 


 
ตอนต่อไปจะพูดถึงวิธีการอบไอน้ำฆ่าเชื้อ อันนี้เป็นพระเอกของงานเพาะเลี้ยงเห็ดแบบโรงเรือนครับ

ตอบปัญหาจากผู้ติดตามอ่าน

พอดีมีพี่จากชัยภูมิโทรมาถามครับผมเห็นว่ามีประโยชน์เลยเอามาลงไว้ให้อ่านกันนะครับเผื่อจะได้เอาไปใช้ในการเพาะเห็ดฟาง คือพี่เขามีปัญหาเรื่องแมลงหวี่ในโรงเห็ดฟาง คือแมลงตัวเล็กๆทั้งหลายที่เกิดหลังจากเราตัดใยเห็ดแล้วซึ่งเกิดมากอยู่ประมาณ 4-6 วัน บางคนอาจจะเอายาฆ่าแมลง เช่น ไบก้อน ไปฉีดในโรงเห็ด มันไม่เป็นอันตรายต่อเห็ดแต่จะเกิดการสะสมในเห็ดซึ่งเป็นอันตรายต่อคนกิน วิธีง่าย ๆ คือเอาน้ำมัน พืช หรือน้ำมันหมูเอาไปทาหางใบตองกล้วยหรือใบไม่ที่ใญ่ ๆ หน่อยเอาไปแขวนไว้ตามมุม เมื่อแมลงหวี่บินก็จะติดเอง เห็นไหมครับง่ายนิดเดียวไม่ต้องใช้สารเคมี ไม่เป็นอันตรายต่อคน ถ้ามีปัญหาก็ดทรมาได้นะครับ ที่เบอร์ 086-2605289E-mail - ty.manu_champ2012@hotmail.co.th หรือ facebook - ซาตาน นักล่า ยินดีนะครับที่มีคนอ่านผมกลัวว่าการทำเห็ดฟางจะหายไปไม่มีใครค่อยถ่ายทอดวิชา ผมเคยทำเห็ดฟางในตะกร้าลองทำดูมันเกิดนะครับแต่ไม่เยอะ แต่ที่ไปเห็นเขาทำจริงๆ เป็นโรงเรือน เห็นเห็ดของเขาแล้วมันเต็มโรงเรือนสอบถามเขาแล้วว่า 1 โรงเรือนได้เท่าไร พี่เขาบอกว่า5 - 6000 บาทต่อ 1 โรงเรือน (ราคาตอนนั้นราคาส่ง 40 บาทต่อกก. 


ปัจุบัน ราคากลาง 100 บาทที่ตลาดไทนะครับ) ก็เลยคิดรายได้วันนั้นเลยว่า ถ้าเรามี 2 โรงเรือน เราจะมีรายได้เดือนละ 10000 กว่าบาท นี่ยังไม่รวมค่าอะไรต่างๆ เลยนะครับ กลับถึงบ้านสร้างโรงเรือนเพาะเห็ดฟางเลย ยังไม่ได้ถามเขาเลยว่าเขาทำอย่างไร ซึ่งแต่ก่อนเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วตอนที่ผมอยากทำครั้งแรกต้องจ้างเขามาสอน 


ซึ่งเป็นเงินหลายบาท อยู่นะครับ เวลามีปัญหาถามใครเขาก็ไม่ค่อยอยากบอกปัญหา แต่ผมมีความสุขครับจนถึงวันนี้ซึ่งคนที่มาสอนเขาหยุดทำไปแล้วแต่ผมยังทำอยู่ ขอเป็นกำลังใจให้นะครับสำหรับคนที่กำลังเริ่มต้น ผมรับรองว่าเมื่อทำได้แล้วจะมีความสุขครับ ให้ทำจากเล็กไปหาใหญ่ทำเรื่อย ๆ ซึ่งเห็ดฟางในตลาดรับไม่อั้น หรือกลัวไม่มีที่ส่งขายไม่ได้ โทรมาบอกกันถ้าไม่ไกลเกินไปผมยินดีจะไปรับถึงที่นะครับ เดี๋ยวคอยเพิ่มเติมนะครับในวันที่มีเวลาอัพเดต อีก

ก่อนเอาวัสดุเพาะขึ้นชั้น

ก่อนเอาวัสดุเพาะขึ้นชั้น


วันนี้ว่างขณะกำลังรอแฟนเข้าเวรที่คลินิอยู่ก็เลยมีเวลาอัพเดทเรื่องเห็ดฟางนะครับ ครั้งที่แล้วผมพูดถึงเรื่อง การหมักวัสดุเพาะเห็ดฟางนะครับ พรุ่งนี้ (6 กรกฎาคม 2556) ผมจะเอาเห็ดขึ้นชั้นนะครับสำหรับใครที่สนใจเรื่องการเพาะเห็ดฟางมาดูได้นะครับ วันนี้ผมเลยถือโอกาสพูดเรื่องการทำความสะอาดโรงเรือนก่อนเลย เพราะส่วนใหญ่ไม่มีใครพูดถึง ทั้ง ๆ ที่การล้างโรงเรือนมีผลต่อผลผลิตในรุ่นต่อไป ตัวผมเองตอนทำใหม่ ๆ ก็ไม่เข้าใจปัญหา มีวิธีการดังนี้ครับ
         อย่างที่เคยกล่าวในตอนต้น ๆ อาชีพการเกษตรนั้นจะต้องสะอาด ไม่เช่นนั้นจะสะสมโรคและแมลง อีกอย่างเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด สามารถสร้างเกาะป้องกันตัวเอง ให้ทนต่อสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อดำรงสายพันธุ์ของตัวมันเอง บางชนิดสามารถรอฟักตัวได้เป็น 100 ปี บางชนิดทนอุณหภูมิสูงได้มากกว่า 120 องศา เพราะฉะนั้นการอบไอน้ำในโรงเรือนเป็นแค่เพียง ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้บางชนิด แต่บางชนิดจะอ่อนแอลงไม่สามารถเติบโตแข่งขันกับเห็ดฟาง สาเหตุที่เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องทำการพักโรงเรือน เนื่องจากต้องการให้โรงเรือนแห้ง ไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อเขื้อโรค ทำให้การขยายตัวต่อไปเป็นไปได้น้อยลง ซึ่งจริง ๆ แล้วมันยังคงมีตัวตนอยู่ 

วิธีปฏิบัติในการล้างโรงเรือน
1.ก่อนอื่นต้องทำการเปิดประตู หน้าต่างโรงเรือน ทุกด้านให้หมดก่อน ถ้าคุณสร้างโรงเรือนตามที่ผมบอกในตอนต้น (ตอนบอกให้สร้างโรงเรือนผมลืมบอกไปว่าต้องให้เปิดชายผ้าได้สูงอย่างน้อย 30 ซ.ม.) และเปิดชายผ้าทิ้งไว้

2.หลังจากเก็บวัสดุเพาะออกนอนโรงเรือนเรียบร้อยแล้ว ต้องทำการล้างน้ำทันที เพราะถ้าปล่อยให้แห้งแล้วจะล้างยากยิ่งขึ้น เกษตรกรส่วนใหญ่จะไม่ล้างเลย
3.การล้างให้ใส่ถุงมือผ้า ถ้าให้ดี ชั้นเลยครับ ฉีดน้ำพร้อมกับเอามือที่สวมถุงมือลูบทุก ๆ ที่ ต้องไม่ให้มีเศษวัสดุ หรือคาบสกปรกค้างอยู่บนชั้นวาง ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่จะไม่ใส่ใจมากนัก ส่วนใหญ่จะมีวัสดุเพาะหลงเหลืออยู่พอสมควร

4.ฉีดน้ำล้างผนังโรงเรือนทุกด้านให้หมด
5.ให้กวาดเศษวัสดุที่อยู่ตามพื้นให้หมด ถ้าไม่ได้เทพื้นปูนก่อนทำการล้างชั้นต้องปูผ้าพลาสติก เวลากวาดจะทำงานง่ายขึ้น
6.คุณจะต้องกวาดเศษวัสดุเพาะ ที่อยู่รอบโรงเรือนให้หมด (หมายถึงด้านหลังชายผ้า)
7.กวาดเรียบร้อยแล้วให้ฉีดน้ำชั้นให้เปียกน้ำอีกครั้งแล้วใช้ปูนขาวก่อสร้าง (อย่างอื่นผมลองแล้วไม่ค่อยดี สู้ปูนขาวก่อสร้างไม่ได้ แพงกว่านิดหน่อย) สะบัดโปรยไปให้เป็นละอองเหนือชั้นแต่ละชั้นให้ทั่ว ในปูนขาวมีแคลเซียม ซึ่งมีสรรพคุณในการยังยั้งเชื้อราได้หลายชนิด อีกทั้งตัวมันมีความเป็นด่างเมื่อโดนน้ำจะลดความเป็นกรดของไม้ที่ทำชั้นวาง เป็นการป้องกันราและรักษาชั้นวางให้ใช้งานได้นานขึ้น

8.ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งจะนานแค่ไหน ให้สังเกตไม้ที่ทำชั้นวางแห้งสนิทเป็นใช้ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลมและความชื้นของอากาศ และลักษณะการก่อสร้างโรงเรือนเป็นสำคัญ
9.สุดท้ายก่อนนำวัสดุเพาะเข้าโรงเรือนให้ฉีดน้ำล้างปูนขาวอีกครั้ง ถ้ามีเห็ดไผ่ขึ้นบนชั้นไม่เป็นไรให้ใช้มือใส่ถุงมือลูบทิ้งไป
ถ้าทำดังนี้แล้ว โรงเรือนของคุณก็อยู่ในสภาพที่พร้อมจะใช้งานโดยไม่มีผลเสียใด ๆ

อนึงปกติในการทำการเกษตรทั่ว ๆ ไป ปกติจะมีการฉีดยาฆ่าเชื้อราด้วย โดยเฉพาะในสวนส้มและมะนาว มะละกอ มะเขือเทศ องุ่น และผลไม้เปลือกบาง ในการทำเกษตรชีวภาพ จะใช้ปูนขาวก่อสร้าง ข้อนโต๊ะ ปูนแดงกินกับหมาก ช้อนโต๊ะ ถ้ามีน้ำด้วยก็ตักเติมเพิ่มไปได้ ผสมน้ำยาจับใบ(ไม่ใช่เปียกใบ เป็นคนละอย่าง ถ้าเปียกใบราคาจะกูกกว่าจับใบเกือบเท่าตัว) เกลือแกง 2ข้อนโต๊ะ น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเพื่อปัองกันเชื้อราและแบคทีเรีย ทุก 10-15 วันครั้ง ฉีดป้องกันนะครับ ถ้าเป็นโรคแล้วใช้ยาอะไรก็ฉีดแก้ไม่ได้ครับ ได้แค่บรรเทาหรือไม่ให้เป็นมากขึ้น อีกอย่างห้ามใช้ปนกับสารอื่น เพราะจะเข้มข้นหรือหักล้างฤทธิ์ยาตัวอื่น
ในพริก ถ้าใบหงิกให้เพิ่มปุ๋ยยูเรีย 10 ช้อนโต๊ะฉีดพ่น ใบจะร่วงหมดเพราะสารเข้มข้น จากนั้นจะแตกใบใหม่ สวยเหมือนเดิมครับ

ขอเสริมอีกนิดส์นึงครับ

ขอเสริมอีกนิดส์นึงครับ


ด้วยความเคารพนะครับ ผมไม่อยากให้เกษตรกรรายใหม่ทุกท่านเข้าใจผิดว่า อาชีพทำการเกษตรนั้นง่าย และถ้าทำเกษตรพอเพียงก็จะทำให้ชีวิตราบรื่น สบาย ๆ
              ตลอดเวลา10 กว่าปี ที่ผมได้มาคลุกคลีกับการเพาะเห็ดฟางมีบทสรุปสำหรับท่านที่ไม่เคยทำมาก่อนว่า ไม่มีอะไรง่าย ถ้าคุณไม่ศึกษาการตลาดก่อน คุณจะเสียเปรียบพ่อค้าคนกลาง คำว่าการตลาดหมายถึง คุณต้องรู้ต้นทุนการผลิต วิธีการผลิตที่ประหยัดต้นทุน และจะนำไปขายให้ใคร ในราคาเท่าไหร่ อันนี้สำคัญที่สุดอื่น ๆ พอจะแก้ไขได้ แต่อันนี้ถ้าคุณไม่ศึกษาคุณจะขาดทุนแทบทุกครั้งที่ทำการเกษตร อีกประการหนึ่ง การทำการเกษตร ถ้าคุณทำงานตามความเห่อของตลาด จะทำให้ต้นทุนของคุณสูง ในขณะที่ผลิตผลของคุณมีความเสี่ยงกับราคาขายที่พร้อมจะตกลงเนื่องจากคนเลิกแตกตื่นหรือนิยม  การเข้าใจผิดเกี่ยวกับเกษตรพอเพียงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรที่ดูโฆษณาแล้ว เข้าใจผิดในวัตถุประสงค์ทำให้สิ่งที่คาดหวังไว้ไม่สำเร็จ เสด็จพ่อสอนให้เรารู้จักพอเพียง ไม่ใช้สอนคิดจะทำอะไร ๆ แค่พออยู่ได้ไปวัน ๆ สบาย ๆ หลักสำคัญที่สุดในการทำเกษตรพอเพียงแล้วจะสำเร็จก็คือ ต้องคำนวณรายจ่ายที่เราต้องใช้จ่ายในปัจจุบันและอนาคต ในรูปแบบที่ประหยัด แล้วถ้าเรามีรายได้อย่างเกษตรพอเพียงจะอยู่ได้ไหม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีลูก คน กำลังเรียนอยู่มีค่าใช้จ่ายถัวเฉลี่ยต่อวัน 200 บาท ถ้าคุณจะทำเกษตรพอเพียง คุณจะต้องทำปลูกพืชกินเองเพื่อลดการซื้อ ที่เหลือขายแล้วต้องมีรายได้อย่างน้อย 200 บาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายของลูกที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต คนที่จะทำเกษตรพอเพียงได้ส่วนใหญ่ต้องไม่มีค่าใช้จ่ายประจำครับ และที่สำคัญต้องทำบนที่ดินตัวเองด้วย  อีกเรื่องหนึ่งการเริ่มทำการเกษตรใช่ว่าเพียงศึกษา จากการอ่านก็สามารถทำงานได้ การอ่านทำให้คุณมีความรู้ก็จริง แต่เป็นเพียงแค่องค์ประกอบหนึ่งในการทำงานแบบเกษตรกรที่มีความรู้ การลงมือทำงานจริงจึงจะให้ความรู้ที่แท้จริงของงานนั้น ๆ ในทุกงานไม่มีผู้เขียนรายใดสามารถบรรยายลักษณะการทำงานได้มากกว่า 60เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือซึ่งส่วนใหญ่คุณต้องหาเอาจากการทำงานจริง และในการเริ่มต้นนั้นคุณจะต้องทำจากเล็กคือทำแต่น้อย ใช้เงินให้น้อยที่สุด อะไรไม่จำเป็นไม่ต้องซื้อหาอะไรใช้แทนได้ก็ใช้ไป ต่อเมื่อมีความรู้ความชำนาญแล้วจึงทำใหญ่ ถ้าคุณทำดังนี้คุณจะได้เริ่มทำงาน ไม่เช่นนั้นคุณก็จะอยู่ในภาวะเก็บข้อมูลอยู่อย่างนั้น
              เกี่ยวกับเรื่องเห็ด การทำเห็ดฟางจะว่ายากก็ยากถ้าไม่รู้ แต่ถ้ารู้แล้วอะไร ๆ มันก็ไม่ใช่ปัญหา ขั้นตอนการทำงานทุกอย่างถ้าเตรียมการมาดี การเพาะเห็ดจะไม่มีปัญหาเลยทุกเรื่อง ไม่มีสิทธิ์ขาดทุน แต่ตราบใดที่คุณยังรู้ไม่หมดคุณก็ยังต้องเก็บเกี่ยวความรู้จากการทำงานจริงต่อไป การเริ่มต้นเพาะเห็ดให้เริ่มต้นจากการทำกองเตี้ย ทำ แถว แถวละ 3-4 กอง เงินลงทุนเริ่มต้นไม่เกิน 700 บาท คุณลงมือทำเองเลยทุกขั้นตอน ทำไป ๆ สัก 10-20 เที่ยว ให้รู้จักนิสัยของเห็ด ให้สังเกตสิ่งแวดล้อมในกองเพาะว่า อุณหภูมิแบบนี้ อากาศแบบนี้ ความร้อนกองเพาะแบบนี้ ความชื้นแบบนี้ มีผลกับเห็ดอย่างไร ไม่ต้องคำนึงถึงรายได้หรือค่าใช้จ่าย หาความรู้อย่างเดียว จากนั้นให้ทำโรงเรือนเล็กตามที่เคยบอกในตอนก่อนหน้านี้ ยังไม่ต้องสร้างเตา เอาถังน้ำ200 ลิตร มาตั้งนอนวางบนอิฐแดงสูงจากพื้น 20-25 ซ.ม. เติมน้ำ120 ลิตร ให้รูใหญ่อยุ่ด้านบน รูใหญ่หาหางปลาใส่แล้วต่อเข้าสายยาง เวลาเริ่มต้นต้มน้ำให้พับสายยางไว้ พอน้ำเดือดสายยางที่พับจะกางออกไปเอง เท่านี้ก็พอแล้ว อย่าลืมล้างถังให้สะอาจก่อนใช้ด้วยนะครับ ใส่ฟืนต้มน้ำเอาไปก่อน ลงทุนเริ่มต้นถ้าต้องซื้อทุกอย่าง ประมาณ 3-4 พันบาท ทดลองทำไป 10-20 เที่ยว จนแน่ใจแล้วค่อยลงทุนทำจริง ถึงตอนนั้นคุณคงจะรู้แล้วว่าจะทำใหญ่แค่ไหนจึงจะรวยมากและรวยเร็ว
การทำเห็ดฟางคุณสามารถปรับความรู้ได้เร็วมาก เพราะว่าการเพาะในรอบหนึ่ง ๆ ใช้เวลา 15-25 วัน คุณใช้เวลาหาประสบการณ์การทำงานประมาณ เดือน ก็ได้แล้ว ไม่เหมือนไม้ผล รอบใช้เวลา ปี ปัญหาอยู่ที่ว่าคุณมีความอดทนที่จะทำงานเพื่อเรียนรู้ได้ไหม เดือน มีเกษตรกรบางท่านแนะนำให้ปลูกเห็ดฟางกองเตี้ยก็พอ ลงทุนไม่มาก จริงครับ แต่มีความแตกต่างกันมากเลยครับ ในโรงเรือนขนาด 60 ตารางเมตร มีข้อแตกต่างดังนี้ครับ
1.คุณต้องทำกองเตี้ย 80 กอง จะเท่ากับ โรงเรือน ใข้พื้นที่ทำงานมากกว่ากัน เท่า
2. ใน 80 กองทำงานคนเดียว เหนื่อยมาก ๆ ไม่น่าจะทำงานได้ทัน แต่ โรงเรือนทำคนเดียว สบาย ๆครับ 
3.การควบคุมสภาพแวดล้อมกองเตี้ยทำได้ยาก ไปไหนไม่ได้เลย ฝนตกแดดออก ต้องคอยปรับสภาพแวดล้อมตลอด ไม่เช่นนั้นเสียหาย ทำ โรงเรือน ใช้เวลาทำงานไม่เต็มวันเป็นส่วนใหญ่ครับ
4.การเก็บเห็ดกองเตี้ยคุณต้องเปิดชายผ้าคลุมกองเพาะทั้ง 80 กองทั้ง ด้าน เสร็จแล้วต้องปิดให้ดีอีก ต้องคลุมฟางกันแดดอีก ใช้เวลา ไม่ต่ำ 4 – 6 ช.ม. แต่โรงเรือนแค่เปิดประตูเข้าโรงเรือนแล้วก็เก็บเห็ดได้แล้วใช้เวลาไม่ถึง ช.ม. เสร็จครับ

5.ทำกองเตี้ยหน้าฝนขาดทุน หน้าหนาวไม่ได้กำไร หน้าร้อนพอได้ ทำโรงเรือนรายได้สม่ำเสมอเท่ากันครับ หน้าหนาวถ้าทำเป็นเงินดีมากแต่เกษตรกรผู้เพาะเห็ดฟางโรงเรือนที่ไม่มีความรู้จะไม่มีรายได้ครับ
6.ถ้าพูดถึงความรู้ดีเท่ากัน การทำกองเตี้ย 80 กอง เก็บเห็ดได้ประมาณ 60 – 180 ก.ก. มากน้อยไม่แน่นอน ถึงมีฝีมือก็เป็นอย่างนี้ เพราะควบคุมสภาพแวดล้อมได้ยาก ทำเห็ดโรงเรือน เก็บได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ 120-180 ก.ก. อยู่ที่ฝีมือดีแค่ไหน และถ้ามีมาตราฐานการทำงานดีเก็บเห็ดแต่ละครั้งที่เพาะ จะแตกต่างกันไม่เกิด 10-20 เปอร์เซ็นต์ ในทุกฤดูครับ
7.ทำเห็ดโรงเรือน คุณจะมีรายได้ 3-6 พันบาทต่อโรงเรือน ทั้งนี้มากน้อยขึ้นอยู่กับค่าแรงงาน แต่ทุก ๆ โรงเรือน ถ้าจ้างแรงงานทุกขั้นตอนต้นทุนต่อโรงเรือนจะลดลงไป 500 -1000 บาทต่อโรงเรือน อันนี้สำคัญนะครับ ถ้าจะจ้างแรงงานต้องเพิ่มที่ละ โรงเรือนต่อแรงงาน คนครับ
 
    
8.การทำเห็ดกองเตี้ย คุณต้องคอยเปลี่ยนพื้นที่เพาะ หรือไม่ต้องเว้นช่วงให้ดินตากแดด เห็ดโรงเรือนแค่ล้างแล้วรอให้แห้งใช้ต่อได้แล้วครับ
9.ทำโรงเรือน โรงเรือน ทำตามที่ผมเคยพูดถึงก่อนหน้านี้ ถ้าไม่เทปูน ซื้อของทุกอย่าง พันบาท ใช้งานได้อย่างน้อย ปี ถั่วเฉลี่ยค่าใช้จ่ายลงทุนโรงเรือน 100 บาท ต่อการทำเห็ด ครั้ง
10.ขั้นตอนการเพาะเห็ดโรงเรือนยุ่งยากมาก ถ้าทำพลาดคือเสียหายทั้งโรงเรือน การแก้ไขปัญหาไม่ได้ช่วยอะไรมาก ถ้าเสียก็คือเสียทั้งหมดโรงเรือน ในกองเตี้ยขั้นตอนก็เพาะไม่มีอะไร เสียหายเป็นแถว
11.ค่าวัสดุเพาะและค่าใช้จ่ายอื่น โรงเรือนใช้เงินลงทุน พันบาท แพงกว่ากองเตี้ย เท่าตัว แต่กองเตี้ยใช้แรงงานมากกว่า 2เท่าตัว

การหมักวัสดุเพาะ

การหมักวัสดุเพาะ

วัสดุหลักที่ใช้ในการเพาะเห็ดฟาง มีหลายชนิด แต่ที่แนะนำให้ใช้ในการเพาะ
เห็ดฟางแบบโรงเรือน มี ชนิด คือ ทลายปาล์ม กากมันสำปะหลัง และขึ้ฝ้าย ส่วนวัสดุอย่างอื่นไม่แนะนำ เพราะมีธาตุอาหารน้อยกว่าทั้ง ชนิด ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นวัสดุเพาะในเชิงพาณิชย์ แต่เนื่องจากแหล่งที่ผมเพาะเห็ด สามารถหากากมันสัมปะหลังได้โดยประหยัดต้นทุนที่สุด ผมจึงใช้ขี้ฝ้ายเป็นวัสดุหลัก ดังนั้นผมจึงถนัดการหมักกากมันสัมปะหลัง ซึ่งส่วนประกอบในการหมักได้แก่
  
1. กากมันสัมประหลัง ( 6 ตัน)
2. ยิปซั่ม  (6 กก.)
3. แร่ภูไมท์ (6 กก.)
4. EM  1 ลิตร
5. กากน้ำตาล 4ฝา
ุ6. ยูเรีย 3 กก
7. แกลบ ไม่ต่ำกว่า 6กระสอบ
8. รำ 6 ปี๊บ
9. ขี้วัว 6 กระสอบปุ๋ย
10. ถุงแดง 5 ถุง
11. ปูนขาว 6 กก.
        

วิธีการหมักวัสดุเพาะโดยใช้กากมันสัมปะหลังเป็นวัสดุเพาะ ที่ใช้ในการเพาะแบบโรงเรือน
1. ใช้คราดหรือคราดมือเสือตะกุยกากมันสัมปะหลังให้กระจายหนาประมาณ 15-20 เซ็นติเมตร โดยให้เป็นชั้น
2. เมื่อได้ชั้นที่ 1 กว้างประมาณ 4x4 เมตร  เอาวัสดุหมักทั้งหมดหว่านในกองหมักให้ทั่ว ไห้แกลบเป็นวัสดุสุดท้าย แล้วเอาฟางโรยบางๆ (ถ้ามี) จากนั้นให้เอาEMผสมกากน้ำตาลผสมน้ำ 200 ลิตร รดให้ทั่ว และทำชั้นต่อไป ขั้นตอนเหมือนกัน  ชั้นสุดท้าย( ประมาณ 4 ชั้น) ให้เอาผ้าใบ หรืผ้าฟางคลุมไว้ เป็นอันเสร็จ
3.การกลับกอง ให้กองวัสดุเพาะหนาเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นหนา 15 – 20 ซ.ม โดยแต่ละชั้นให้โรยอาหารเสริมตามสูตรของคุณที่มี เช่น ยิปซั่ม รำ ปูนขาว ปุ๋ย E.M ให้พอดีหมดตามส่วน โดยให้ความสูงของกองหมัก 70 ซ.ม ยาวไปเรื่อยจนหมดวัสดุเพาะ จับอุณหภูมิวัสดุเพาะว่าใช้เวลาเท่าไร จึงจะมีอุณภูมิสูงขึ้นถึง 50-55 องศา จะต้องกลับกองหมัก เพื่อให้กองหมักได้รับออกซิเจน และให้ก๊าซแอมโมเนีย(กลิ่นเหม็น)ที่เกิดจากการหมักจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการหมักเพื่อย่อยสลายธาตุอาหาร
4.จำนวนครั้งของการกลับกองวัสดุ ให้สังเกตจากว่า หากอุณหภูมิของกองหมักสูงขึ้นถึง 50 – 55 องศา โดยใช้เวลามากขึ้น ก็แสดงว่าขบวนการย่อยสลายของจุลรินทรีย์ ดำเนินไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว
การใข้วัสดุเพาะอื่นที่ไม่ใช่กากมันสัมปะหลังก็ใช้หลักการเดี่ยวกันครับ และเหตุผลที่ผมไม่ระบุจำนวนวันและจำนวนครั้งที่กลับกองเพราะ
1.อุณหภูมิของอากาศ ผมเคยเพาะเห็ดในฤดูหนาว อุณหภูมิของอากาศ 20 องศา การกลับกองแต่ละครั้งใช้เวลา วัน ไม่เช่นนั้นอุณหภูมิในกองเพาะจะไม่สูงพอ อันนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมเกษตรกรรุ่นเก่าจึงทำการเพาะเห็ดในฤดูหนาวไม่กำไร เหตุผลก็คือกองเพาะย่อยสลายไม่หมด เนื่องจากอุณหภูมิของอากาศต่ำ ทำให้อาหารที่ย่อยสลายแล้วน้อย เห็ดก็เกิดได้น้อย กองเพาะอุณหภูมิไม่สูงพอ ก็ทำให้เห็ดเกิดน้อยครับ
2.ชนิดของวัสดุเพาะ และส่วนผสมของวัสดุเพาะ มีผลต่อความร้อนของกองเพาะ
3.เคยมีข้อสงสันกันระหว่างนักวิชาการกับนักปฏิบัติว่า จำนวนวันที่ใช้หมักเท่าไรจึงเหมาะ เพราะในทางปฏิบัติถ้าหมักกองเพาะไว้นาน จะทำให้เก็บเห็ดได้มากกว่ากองเพาะที่หมักไว้เพียงไม่กี่วัน ผลจากการสังเกตและศึกษาของผมสรุปได้ว่า หากหมักวัสดุเพาะมากวันเกินไป จะทำให้วัสดุเพาะขาดความร้อน ซึ่งจะมีผลต่อการสร้างเส้นใยเห็ด แต่การหมักไว้นานๆ จะเกิดจุลินทรีย์ ประเภทแอนทิโนมัยซิท(Actinomycetes) ซึ่งจุลินทรีย์ตัวนี้จะมีขนาดเล็ก สามารถแทรกตัวได้ดี เมื่ออบไอน้ำฆ่าเชื้อแล้วจะทำให้เส้นใยเห็ดเดินตามจุลินทรีย์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดดอกเห็ดเป็นจำนวนมากหรือเป็นพวง ซึ่งเรียกว่าเห็ดจับหัว การเพาะเห็ดในโรงเรือนส่วนใหญ่ ถ้าหมักวัสดุเพาะน้อยวันลักษณะการเกิดดอกเห็ดจะเกิดเป็นหัว ๆ แยกห่างจากกันแต่มีขนาดดอกโตมาก เพราะฉะนั้นถ้าคุณบริหารจัดการในเรื่องการหมักวัสดุเพาะไม่ดี จะทำให้คุณได้ดอกเห็ดจำนวนน้อย แต่มีขนาดใหญ่ ถ้าหมักมากวันจะทำให้คุณเก็บเห็ดได้เป็นพวง แต่ถ้ามากวันเกินไปก็จะทำให้เห็ดเกิดน้อยเนื่องจากกองเพาะขาดความร้อน
4.ในขบวนการหมักที่มากวัน จะทำให้วัสดุเพาะขาดความร้อน ทำให้ต้องกองวัสดุเพาะหนาขึ้น เพื่อให้อุณหภูมิในกองเพาะสูงเพียงพอที่จะสร้างเส้นใยเห็ด อันมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตาม ดังนั้นคุณจึงต้องทำการเปรียบเทียบกันว่า ถ้าคุณใช้วัสดุเพาะแบบนี้ หมักจำนวนเท่านี้วัน กองหนา เท่าไร จึงให้ผลผลิตสูงสุด บนต้นทุนต่ำสุด การทดลองในขั้นตอนนี้คุณจะต้องทำในโรงเรือนขนาดเล็กที่ผมเคยบอกในตอนต้น เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ให้ได้ก่อน ลงทุนทำจริงครับ ในข้อที่ นี้สำคัญมากนะครับ เพราะถ้าคุณสามารถประหยัดต้นทุนได้ 100 บาท โดยทำให้เห็ดเกิดเพิ่มขึ้นได้ 300 บาทต่อโรงเรือน จะทำให้ต่อโรงเรือนของคุณ สร้างรายได้ 400 บาทต่อครั้ง ถ้าทำหลายโรงเรือนในปี ๆ หนึ่ง เป็นเงินมากโขเลยนะครับ
ตอนต่อไปจะพูดถึงการกองวัสดุเพาะในโรงเรือน ซึ่งไม่ค่อยมีใครพูดถึงเท่าไร ทั้ง ๆ มันมีผลโดยตรงกับผลผลิตเห็ด การเพาะแบบโรงเรือนขั้นตอนทุกขั้นตอนมีความสำคัญเท่ากันหมดครับ ถ้าผิดก็คือเสียหายทั้งหมด หรือเก็บได้น้อย ต้องรู้ให้จริงก่อนลงทุนนะครับ การเพาะเห็ดแบบโรงเรือนผู้เพาะต้องเป็นมืออาชีพหรือมีความรู้เท่านั้นครับจึงจะทำงานสำเร็จ