Translate

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พูดคุยกับเห็ดฟาง

               ในการเพาะเห็ดฟาง จะเห็นว่าบางครั้งทำงานเหมือนเดิมหมด แต่ได้ผลผลิตไม่เหมือนเดิมทุกครั้ง หรือบางครั้งเราเห็นคนเขาทำงาน แบบนี้แล้วได้ผล แต่พอเราทำตามกลับไม่ได้ผล หรือบางครั้งทำงาน ไปได้ผลดี พอมาวันหนึ่งกลับทำไม่ได้อีก ปัญหาเหล่านี้มีอยู่เหตุผล เดียวคือเรารักษาสภาพแวดล้อมในโรงเรือนไว้ไม่ได้ หรือได้ไม่เหมือน ต้นแบบที่เราเรียนมา ขนาดของผมโรงเรือนด้านหนึ่งโดนแดด อีกด้านไม่โดนแดด ในโรงเดียวกันผมยังทำงานไม่เหมือนกัน ความร้อนในโรงเรือนทำให้ความชื้นในกองเพาะเสียไป ดังนั้นใน โรงเรือนที่ร้อนกว่าจะต้องมีการกองวัสดุเพาะไว้เก็บความชื้นให้มากกว่า เหล่านี้เป็นรายละเอียดในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้คุณจะต้อง เข้าใจเหตุผลในการทำงาน และหลักการทำงานต่าง ๆ ได้ และต้องหมั่นสังเกตว่าการทำงานแบบนี้ ให้ผลอย่างไร แล้วใช้ประสบการณ์ที่ได้ไปใช้พัฒนาตัวเองในครั้งต่อไป 

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คำถามที่พบบ่อยในการเพาะเห็ด

คำถามที่ได้รับมากก็คือทำไมเห็ดไม่ออกดอกหรือไม่ก็ ทำไมเห็ดออกดอกน้อยเป็นคำถามสั้น ๆ แต่ทำให้ผมคิดอยู่นานมาก ๆ ว่าจะตอบอย่างไรดีเพื่อให้ผู้อ่านชัดเจน ก่อนอื่นท่านที่ยังไม่เคยอ่านบทความของผมมาก่อน แนะนำให้ไปอ่านมาก่อนจะได้เข้าใจในเรื่องวิธีปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนของการทำเห็ดฟางแบบโรงเรือน เข้าเรื่องนะครับ ปกติวิธีการปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนที่ทำงานนับตั้งแต่ส่วนผสม การหมักวัสดุเพาะ การกองวัสดุเพาะ การอบไอน้ำ การเลี้ยงเชื้อราอาหารเห็ด การให้เชื้อ การตัดดอก การดูแลรักษา ทุกขั้นตอนไม่ว่าตอนหนึ่งตอนใดถ้าผิดพลาด ก็มีผลต่อผลผลิตทั้งสิ้น ปัญหาคือจะรู้ได้อย่างไรเมื่อทำงานผิด ก่อนอื่นผมต้องขอย้ำก่อนว่าถ้าคุณเป็นมือใหม่ คุณจะต้องมีเครื่องมือที่จำเป็นมาก 2 ตัวคือ เครื่องวัดอุณหภูมิและความชื้น และเครื่องมือวัดความเป็นกรดด่าง เริ่มเลยนะครับ
1.ส่วนผสมวัสดุเพาะ ตัวอื่น ๆ จะใส่มากหรือน้อยไม่เป็นไร ไม่ได้มีผลทำให้เห็ดไม่ติด จะมีผลแค่ทำให้เห็ดออกมากหรือน้อย แต่ถ้าผสมรำมากเกินไป จะทำให้ย่อยสลายไม่หมดจะทำให้วัสดุเพาะเป็นกรด ซึ่งความเป็นกรดนี้จะเป็นพิษต่อเห็ดในระยะจับดอก
2.ถ้าคุณหมักวัสดุเพาะไม่นานพอ จะทำให้อาหารเห็ดน้อย คุณจะได้เห็ดน้อยแต่ถ้าคุณหมักนานเกินไปจะทำให้วัสดุเพาะเป็นกรด ถ้าวัสดุเพาะของคุณเป็นกรดมากจะทำให้เห็ดไม่จับดอกเลย ค่า ph. ที่ความจะได้คือ 6.5-7 ครับ
3.การกองวัสดุรองเพาะ ถ้าไม่หนาพอจะทำให้กองวัสดุเพาะแห้งไป จะมีผลทำให้เห็ดเกิดน้อย
4.การกองวัสดุเพาะ ถ้ากองน้อย จะทำให้อุณหภูมิภายในกองเพาะต่ำเกินไป จะมีผลทำให้เชื้อเห็ดไม่สามารถสร้างเส้นใยเห็ดได้ ผลทำให้เห็ดไม่เกิดหรือเกิดน้อย
5.การกองวัสดุเพาะและวัสดุรองเพาะมากเกินไป ไม่มีผลเสียแต่อย่างใด มีแต่เปลืองของ สำหรับมือใหม่แนะนำว่าไม่ต้องประหยัดครับ ทำให้เกิดให้ได้ก่อนแล้วค่อยปรับปรุงต้นทุนเอาครับ อีกอย่างราคารับซื้อเห็ดฟางปัจจุบันขั้นต่ำตลอดทั้งปีอยู่ที่ 60 บาท ซึ่งปกติจะได้ 70-90 บาท ในราคาขนาดนี้ทำให้เปลืองอย่างไรก็ยังกำไรมากอยู่ดีครับ
6.การเลี้ยงเชื้อราอาหารเห็ด จะต้องให้กองเพาะและโรงเรือน มีความชื้นมาก ๆ ไม่ใช่แฉะนะครับ เพื่อให้ราเจริญเติบโตได้ดี ถ้าความชื้นไม่พอ จะทำให้เห็ดเกิดน้อย และเมื่อเลี้ยงดอกเห็ดจะมีปัญหากองวัสดุเพาะแห้งเกินไป
7.การอบไอน้ำ ต้องให้น้ำให้ชุ่มแต่ไม่ให้หยดทิ้ง อบให้อุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิของการหมักกองวัสดุเพาะ 10 องศา นานอย่างน้อย 3 ช.ม. นับตั้งแต่อุณหภูมิถึงที่กำหนดคือมากกว่า 10 องศา ถ้าคุณอบไอน้ำได้อุณหภูมิไม่ถึงหรือระยะเวลาไม่นานพอ จะมีผลทำให้เชื้อราอื่นซึ่งมีความแข็งแรงกว่าเชื้อเห็ดกินเชื้อเห็ดฟางเป็นอาหาร ทำให้เห็ดไม่เกิดหรือเกิดแต่น้อยมาก
8.การให้เชื้อ ต้องให้แน่ใจว่าเชื้อเจริญได้พอดีใช้ ไม่แก่ไปหรืออ่อนไป และต้องไม่มีราดำ หรือราเขียว และการให้หัวเชื้อต้องให้ในขณะที่อุณหภูมิภายในโรงเรือนอยู่ที่ 38 องศา ถ้าคุณให้หัวเชื้อที่อุณหภูมิต่ำ 36 องศาจะทำให้เห็ดเกิดน้อย ถ้าสูงกว่า 40 องศาจะทำให้หัวเชื้อบางส่วนตาย
9.หลังให้หัวเชื้อต้องให้น้ำเพื่อให้หัวเชื้อแนบติดกับวัสดุเพาะ ถ้าไม่ให้น้ำจะทำให้หัวเชื้อแห้งไปเห็ดก็เกิดน้อย แต่ถ้าให้มากจนเกินไปคือแฉะจะทำให้เชื้อไม่สามารถแทรกตัวลงในวัสดุเพาะไม่ได้ดี เห็ดก็เกิดน้อยเช่นกัน
10.หลังเห็ดจับตัวเป็นดอกแล้ว ก็รักษาอุณหภูมิกับความชื้นให้ได้ ก็เป็นอันสำเร็จแล้วครับ



จะเห็นว่าการเลี้ยงเห็ดฟางจริง ๆ แล้วต้องใช้ความรู้และประสบการณ์มาก แต่ให้คิดเสมอว่าการทำงานที่ต้องอาศัยความรู้จะให้ผลตอบแทนมากว่าการทำงานโดยใช้แรงงาน ถ้าคุณปลูกข้าวโพดราคาที่ได้คือตันละ ถ้าคุณเพาะเห็ดตัวอื่นคุณก็จะได้ไม่มาก บางช่วงอาจจะขาดทุน แต่ถ้าเพาะเห็ดฟางถ้าทำได้มีแต่กำไรมากตลอดทั้งปีครับ ก็หวังว่าที่กล่าวมาทั้งหมดคงพอช่วยแก้ปัญหาและเป็นแนวทางความรู้ให้บางท่านได้นะครับ ถ้ามีปัญหาอื่นก็ถามมาได้นะครับ

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

หมักกากมันสำปะหลัง


สูตรกากมันสำปะหลัง
กากแป้ง
เปลือกล้าง
              กากมันสำปะหลัง ที่เหลือใช้ในขบวนการผลิตแป้งมัน จะมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ กากดิน กากล้าง และกากแป้ง กากดิน ได้จากการทำความสะอาดหัวมันสำปะหลังครั้งแรก ก่อนนำเข้าสู่ขบวนการผลิต จะมีเศษดิน เศษเปลือกนอก ลักษณะเป็นเหมือนดิน น้ำหนักมาก กากล้าง ได้จากการล้างทำความสะอาดครั้งที่ 2 ลักษณะจะมีน้ำปนออกมา สารอาหารที่เห็ดต้องการมีมาก ส่วน กากแป้ง ได้จากขบวนการผลิตสุดท้าย จะมีลักษณะเปียกชุ่มมาก สีออกขาว เนื้อละเอียด มีสารอาหารยังคงเหลืออยู่มากที่สุด ( บางโรงงานทำการตากแห้ง บรรจุถุงขาย ราคา กก.ละ 2-3 บาท )
          ดังนั้น กากล้างและกากแป้ง เมื่อนำมาเพาะเห็ด ให้ผลผลิตสูงกว่า กากดิน และเป็นสูตรที่ชาวเห็ดเกือบทุกคนบอกว่าเพาะยาก เพราะเหตุว่า ลักษณะของกากมันมี 3 ชนิด และที่สำคัญควรนำมาทำการเพาะทันทีหลังจาก ออกจากโรงงาน เพราะถ้ากองกากมันไว้ที่โรงงาน เท่ากับขบวนการย่อยสลายสารอาหารต่างๆก็เกิดขึ้นก่อนหน้าแล้ว

สูตรการเพาะด้วยกากล้าง (ใช้เพาะได้ 100 ตารางเมตร)
1.
กากมันล้าง
4000
กก.
2.
ปูนขาว
8
กก.
3.
ยิบซัม
8
กก.
4.
ภูไมท์ (ไม่มีไม่ต้องใช้)
8
กก.
5.
มูลวัว/ควาย
80
กก.
6.
รำละเอียด
20
กรัม
7.
Em หัวเชื้อ
2
ลิตร
8.
กากน้ำตาล
2
ลิตร
วิธีการหมักกากล้าง
ขยาย Em ล่วงหน้า 7-14 วัน โดยใช้น้ำสะอาด 40 ลิตร ผสมด้วยกากน้ำตาล 2 ลิตรและ Em หัวเชื้อ 2 ลิตร ใส่ถังหมักทิ้งไว้ตามกำหนด เรียกว่า Emขยาย ( ได้ Em ขยาย 40 ลิตร ) 
1. วันที่ 1 นำกากล้าง ทั้งหมดมากระจายให้บางๆ แล้วนำ ปูนขาว ยิบซัม ภูไมท์ มูลวัว/ควาย และรำละเอียด มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน เรียกว่าเป็นอาหารเสริม
2. นำอาหารเสริมที่ผสมกันดีแล้ว 1 ส่วนมาหว่านบนกองมัน แล้วนำEmขยาย 20 ลิตรมาผสมน้ำ 100 ลิตร
3. ทำการกลับกองด้วยจอบ พร้อมกับโชยด้วย Emขยาย จนหมดกอง แล้วทำการตั้งกองเป็นรูปหลังเต่า สูงประมาณ 50 ซม. คลุมด้วยพลาสติก หมักทิ้งไว้ 3 คืน

4. วันที่ 4 เช้า ( หมักครบ 3 คืน ) เปิดพลาสติกออก ทำการกลับกองมันที่หมักไว้ โดยหว่านอาหารเสริมส่วนที่ 2 และรดด้วยน้ำ Em ขยายที่เหลือผสมน้ำ 100 ลิตร กลับกองแล้วตั้งกองเหมือนเดิม หมักต่ออีก 3 คืน
5. วันที่ 6 เช้า ปูฟางหนาประมาณ 1 ฝ่ามือ รดน้ำให้เปียกชุ่มมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปิดโรงเรือนไว้ 1 คืน
6. วันที่ 7 ขบวนการหมักกากมัน ครบ 6 คืนพร้อมที่จะขนขึ้นชั้นได้แล้ว ก่อนทำการขนขึ้นชั้นให้ตรวจดูความชื้นในกองมันโดยการใช้มือกำดู ถ้าไม่ชื้นพอให้รดน้ำ กะดูว่ากำมือเบาๆ มีน้ำไหลออกมา เป็นใช้ได้
7. ในวันเดียวกันฟางบนชั้นเห็ดที่รดน้ำล่วงหน้าไว้ 1 คืน ทำการรดน้ำอีกครั้ง แล้วขนกากมันทับบนฟาง โดยเกลี่ยให้แบนราบ สูงประมาณ 1 ฝ่ามือ
8. ขนกากมันขึ้นครบทุกชั้น ทำการหว่านรำละเอียดบางๆ อีกครั้งแล้วปิดโรงเรือน ทิ้งไว้ 2 คืน เรียกว่าเลี้ยงเชื้อรา
9. วันที่ 9 เช้า ทำการอบไอน้ำได้ เมื่ออุณหภูมิขึ้น 70 องศา จับเวลา 3 ชม. เป็นใช้ได้
10. วันที่ 10 โรยเชื้อเห็ดได้แล้ว โดย 1 ก้อน โรยได้ 2 ตารางเมตร เมื่อโรยเชื้อครบทุกชั้น ทำการพ่นน้ำเป็นละอองเบาๆให้ทั่วถึง ปิดโรงเรือนไว้อีก 3 คืน
11. วันที่ 13 เปิดโรงเรือนจะมองเห็นเส้นใยเห็ดฟางเดินใยบนชั้นบางๆ ให้ทำการพ่นน้ำไปที่ใยเห็ด กะดูว่าใยเห็ดแนบกับกากมัน พ่นไปให้ทั่วถึง ไม่ว่าที่ใต้ชั้น ด้านข้างโรงเรือน แล้วเปิดระบายอากาศด้านบนทันที ปิดโรงเรือนทิ้งไว้ 3 คืน
12. วันที่ 16 เปิดโรงเรือนจะเห็ดดอกเห็ดเล็กๆเกิดขึ้นบ้างแล้ว ให้สังเกตดอกเห็ดดอกใหญ่ที่สุดว่าสมบูรณ์หรือไม่ คือถ้าบนดอกเห็ดมีสีดำปนเทา สมบูรณ์ดีแล้ว ถ้าขาวคือเห็ดขาดอากาศ ให้เปิดระบายอากาศ อีกเท่าตัวแล้วสังเกตในวันรุ่งขึ้น

  

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

เศรษฐีผู้รวยด้วยหนูตายตัวเดียว

เศรษฐีผู้รวยด้วยหนูตายตัวเดียว

          เมื่อเกือบสองพันปีมาแล้ว เมืองพาราณสีเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ คับคั่งไปด้วยผู้คนทุกระดับชั้น ตั้งแต่ยาจกคนเข็ญใจ ผู้ใช้แรงงาน นักคิด และพ่อค้าผู้มั่งคั่ง ในบรรดาพ่อค้าเหล่านั้น มีเรื่องของพ่อค้าผู้หนึ่งที่น่าสนใจมากเพราะเขาได้ใช้ความเฉลียวฉลาดพาตนเองให้พ้นจากความยากจน กระทั่งในที่สุด ได้รับตำแหน่งเศรษฐีแห่งพระนครการจะได้ตำแหน่งเศรษฐีประจำพระนครนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ใครๆ ก็อาจจะเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวยได้ แต่การที่จะมั่งคั่ง ขนาดที่ได้รับแต่งตั้งจากพระราชาให้เป็นเศรษฐี จำเป็นต้องรวยอย่างแท้จริง รวยจนพระราชาต้องยอมรับ
          คฤหาสน์ของเศรษฐีผู้นี้กว้างขวางใหญ่โต มีสวนผลไม้ขนาดใหญ่ มีบริวารนับร้อย มีโรงทานที่ให้ทานทุกวันสำหรับผู้ยากไร้ ฯลฯ
          คราวนี้เรามาดูกันว่าเศรษฐีผู้นี้สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองอย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่มีทุนแม้แต่น้อยเศรษฐีผู้นี้เดิมชื่อว่าอะไรนั้น ดูเหมือนผู้คนจะลืมไปเสียแล้ว คนทั่วไปเรียกเขาด้วยฉายาว่า “มุสิกเศรษฐี”
          “มุสิกเศรษฐีนี้เป็นกำพร้า พ่อแม่ตายตั้งแต่เด็ก เหลือเพียงตัวคนเดียว สมัยยังหนุ่มเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างทำงานเล็กๆ น้อยๆ ตามแต่จะมีคนจ้าง ยากจนมาก และไม่รู้ว่าจะประกอบการงานใดให้รุ่งเรืองขึ้นมาได้
จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่กำลังเก็บกวาดใบไม้อยู่บริเวณถนนหลวงหน้าบ้านท่าน จุลลกเศรษฐี ท่านเศรษฐีกำลัง
จะไปธุระนอกบ้าน แลเห็นหนูตายตัวหนึ่งอยู่กลางถนน ซึ่งยังไม่มีใครเก็บกวาดไปทิ้ง ท่านเศรษฐีได้กล่าวลอยๆ
ขึ้นมาว่า….
          “คนมีปัญญาย่อมใช้หนูตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ เลี้ยงลูกเมียและประกอบการงานได้”
          มุสิกเศรษฐีซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงคนกวาดถนนยืนอยู่ตรงนั้น ย่อมได้ยินคำพูดของเศรษฐี ก็เข้าใจว่าท่านเศรษฐีคงตั้งใจพูดให้ตนเองได้ยิน และคงมองเห็นว่าหนูจะกลายเป็นเงินเป็นทองได้ มุสิกเศรษฐีจึงคิดขึ้นมาว่า
ตนเองเห็นหนูตายมาหลายครั้งแล้ว ก็รอแต่ว่าให้เจ้าพนักงานหรือผู้มีหน้าที่มาเก็บไปทิ้ง เมื่อท่านเศรษฐี
พูดเช่นนั้นท่านคงมองเห็นวิธีทำเงินให้งอกเงยขึ้นมาจากหนูตัวนั้น แม้จะยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไปเราซึ่งเป็นคนยากจนก็ควรจะเชื่อท่านไว้ก่อน   คิดได้ดังนั้น จึงหาใบไม้สะอาดๆ มาใบหนึ่ง เก็บหนูตัวนั้นวางบนใบไม้แล้วนำไปที่ตลาด ตั้งใจว่าจะลองไปนั่งขายที่ตลาดดู เพราะคิดว่าไม่เสียหายอะไรที่จะเสียเวลาไปตลาด เนื่องจากตนเองก็มีเวลามากมายที่ไม่รู้จะทำอะไรอยู่แล้ว
          ทางเดินไปตลาดต้องผ่านบ้านของพราหมณ์ครอบครัวหนึ่ง พอคนใช้ในบ้านพราหมณ์เห็นคนถือหนูตาย
เดินผ่านมาก็ร้องบอกให้หยุดก่อน แล้วเข้าไปแจ้งนายของตนเอง พราหมณ์ผู้เป็นนายกำลังต้องการหาอาหาร
ให้แมวที่เลี้ยงเอาไว้ แมวชอบหนูอยู่แล้ว อีกทั้งซื้อหนูตายก็ถูกกว่าจะไปหาซื้อเนื้ออย่างอื่นมาเป็นอาหารแมว
หนูตายตัวนั้นจึงขายได้ตั้งแต่ยังไปไม่ถึงตลาด มุสิกเศรษฐีได้เงินมากากณึกหนึ่ง (น้อยมากๆ จนไม่น่าสนใจ)
          คงจะเริ่มสงสัยกันแล้วนะว่าเงินเพียงหนึ่งกากณึกจะทำให้มุสิกเศรษฐีรวยขึ้น มาได้อย่างไร
          เห็นไหมว่าหนูตายตัวหนึ่งที่เคยแต่ต้องเสียเงินจ้างคนมาเก็บไปทิ้ง ยังสามารถสร้างเงินขึ้นมาได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจากนั้นมุสิกเศรษฐีจะทำอะไรต่อไป เพราะคงไม่สามารถหาหนูตายไปขายได้ทุกวัน หรือถึงจะหาได้ คนซื้อหนูตายก็อาจจะไม่มีทุกวัน มุสิกเศรษฐีได้แต่นึกถึงคำของท่านเศรษฐีจุลลกะที่ว่า
          “คนมีปัญญาย่อมใช้หนูตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ เลี้ยงลูกเมียและประกอบการงานได้”
          แต่ขณะนั้นมุสิกเศรษฐียังไม่มีลูกเมีย จึงได้แต่มุ่งว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้เงินที่ได้มาจากหนูตายทำให้ตนเองประกอบการงานได้ หัวใจอยู่ที่ว่าต้องใช้ปัญญาแล้วมุสิกเศรษฐีใช้ปัญญาอย่างไร
          หลังจากที่มุสิกเศรษฐีเที่ยวเก็บหนูตาย และเศษสิ่งของต่างๆ เพื่อนำไปขายในตลาดหาเงินมาเพิ่มเติมนั้น ก็พบว่ากิจการเช่นนี้ไม่ยั่งยืน เพราะของมีวันหมดและยากที่จะเลี้ยงชีพหรือประกอบการงานด้วยการเก็บเศษขยะได้ตลอดไป และแล้ววันหนึ่ง หลังจากเที่ยวเสาะหาเศษสิ่งของที่จะมาเป็นรายได้จนเหนื่อยอ่อน มุสิกเศรษฐีก็นั่งพักเหนื่อยอยู่ที่ใกล้ประตูเมือง พร้อมกับตั้งคำถามกับตัวเองว่า ควรจะทำอย่างไรต่อไป ปัญญาจะมาจากไหนที่จะสร้างเงินให้ตัวเองได้
          วันนั้นเอง มุสิกเศรษฐีก็สังเกตเห็นสิ่งที่ผ่านตาตัวเองไปจนชิน โดยที่ไม่เคยได้สังเกตมาก่อนมุสิกเศรษฐีเริ่มจะ    See the wood from the trees  แบบใน Wink and Grow Rich แล้วล่ะ
          เนื่องจากเมืองพาราณสีนี้มีการบูชาเทพต่างๆ เป็นเรื่องประจำ และราชสำนักก็ใช้ดอกไม้จำนวนมากทุกวัน   ทุกๆ วันจะมีคนเก็บดอกไม้ทูนดอกไม้ที่ไปเก็บมาจากนอกเมือง เดินกลับเข้าเมืองมาอย่างเร่งรีบเพื่อจะนำไปขาย   คนเก็บดอกไม้จำนวนมากเหล่านี้จะต้องออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนตะวันขึ้น และกลับมาพร้อมดอกไม้ด้วยอาการ  อิดโรยและเหนื่อยล้า เพราะอากาศเริ่มร้อน ความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในหัวมุสิกเศรษฐี ทำให้เห็นลู่ทางที่จะ จะทำเงินหนึ่งกากณึกให้เป็นเงินกหาปณะได้ ( 1 กหาปณะ = 20 มาสก = 4 บาท)
          แม้จะไม่มั่นใจนักแต่ก็จะลองดูมุสิกเศรษฐีนำเงินที่มีเพียงเล็กน้อยนั้นไปซื้ออ้อยมา แล้วหาหม้อใบหนึ่งตักน้ำไปตั้งที่ทางเข้าประตูเมือง  ในเวลาสายตอนที่คนเก็บดอกไม้จะกลับมาจากป่า เมื่อคนเก็บดอกไม้เดินผ่านมา ก็เสนอให้ชิ้นอ้อยคนละหน่อยแล้วให้ดื่มน้ำหนึ่งซองมือ คนเก็บดอกไม้แต่ละคนไม่ใช่คนมั่งคั่งที่จะมีเงินซื้อน้ำดื่ม แต่พวกเขาก็  พอใจที่ได้บริการจากมุสิกเศรษฐี เพราะพวกเขาก็หิวน้ำ แต่ละคนก็แบ่งดอกไม้ให้คนละกำมือ เมื่อได้ดอกไม้มาแล้ว มุสิกเศรษฐีก็นำดอกไม้นั้นไปนั่งขายอยู่ที่หน้าเทวาลัยเช่นเดียวกับพ่อค้า ดอกไม้คนอื่น
…………………………………………………………………………………..
          แต่แล้วมุสิกเศรษฐีก็คิดได้ว่า ตนเองคงไม่สามารถยึดเอาการบริการน้ำเพียงแค่นี้เป็นการอาชีพได้
เพราะเมื่อผู้อื่นเห็นตนเองทำแล้ว ใครๆ ก็คงจะทำเป็น
……………………………………………………………………………….
เอ………เมื่อไหร่จะเป็นเศรษฐีเสียทีน้อ…………..
          “คนมีปัญญาเฉลียวฉลาดย่อมตั้งตนได้ด้วยต้นทุนแม้น้อย ดุจคนก่อกองไฟน้อยๆ ให้เป็นกองใหญ่ฉะนั้น
          คิดได้ดังนั้น มุสิกเศรษฐีจึงเปลี่ยนวิธีการ เลิกเป็นพ่อค้าขายดอกไม้ที่ได้รับมาเป็นค่าตอบแทนจากน้ำอ้อย  แต่กลายเป็นพ่อค้าส่งดอกไม้แทน เพื่อไม่ต้องเสียเวลานั่งขายดอกไม้ มุสิกเศรษฐีเริ่มตื่นแต่เช้าตรู่ไม่แพ้คนเก็บดอกไม้ ขณะที่คนเก็บดอกไม้ไปเก็บดอกไม้ มุสิกเศรษฐีก็ไปซื้ออ้อย และแบกน้ำตามไป นำไปบริการจนถึงสวนดอกไม้ ไม่ต้องรอให้ลูกค้ามาหาเหมือนเดิม คนเก็บดอกไม้ไปหาดอกไม้เหมือนเคย แต่พวกเขาเก็บ
ดอกไม้ได้นานขึ้น เพราะมีคนยอมหนักแบกน้ำออกไปบริการ เช่นนี้มุสิกเศรษฐีจึงได้ค่าอ้อยและน้ำเป็นดอกไม้
มากกว่าที่จะได้เมื่อบริการที่ประตูเมือง ขาไปเขาแบกของหนักไปคือน้ำ ขากลับเขาแบกของเบากลับมาคือ

ดอกไม้ แต่ว่าของเบานั้นทำเงินให้เขามากกว่าของหนักที่ไม่มีราคาในตัวของมันเอง แต่ว่าเป็นช่องทางให้
ได้ของเบาคือดอกไม้กลับมา
……………………………………………………………
          เป็นอันว่ามุสิกเศรษฐีไม่ได้เป็นคนเก็บดอกไม้ แต่กลับมีดอกไม้มากกว่าคนเก็บดอกไม้เสียอีก เขาได้สินค้ามาด้วยการแลกเปลี่ยนกับบริการของเขา ถ้าเราเลือกบริการที่ถูกต้อง คือถูกสถานที่และเวลา ถูกความต้องการของผู้ซื้อเราย่อมค้าขายได้กำไร แต่บางคนอาจจะแย้งว่า ถ้าขายของไม่เป็นจะทำอย่างไร
………………………………………………………………….
          ไม่มีใครทำอะไรเป็นตั้งแต่เกิด มุสิกเศรษฐีก็เช่นกัน ไม่เคยขายของ และขายของไม่เป็นจนกระทั่งวันที่เขานำหนูตายไปขาย เขารู้แต่ว่าเขาไม่ได้ต้องการดอกไม้ไปบูชา หรือเอาไปร้อยเล่นเป็นเครื่องประดับ แต่เขาก็ไม่ปฎิเสธที่จะรับดอกไม้มาแทนเงิน เขาต้องใช้ความพยายามอีกส่วนหนึ่งที่จะหาวิธีแปลงสิ่งที่ได้มาให้เป็นสินค้า ให้ได้ ถ้ามันยังเป็นสิ่งของอยู่ในใจเขามันก็ไม่เป็นเงิน เหมือนหนูตาย ถ้ามันยังเป็นสิ่งปฎิกูล มันก็ไม่เป็นเงิน เมื่อเริ่มตั้งในใจว่านั่นเป็นสินค้าเมื่อใด เมื่อนั้นสิ่งนั้นจะนำเงินมาให้
มุสิกเศรษฐีทำการบริการช่างดอกไม้อยู่หลายเดือนรวบรวมเงินได้ 8 กหาปณะ
……………………………………………….
          เดากันได้ไหมครับว่าเหตุการณ์เป็นเช่นไรต่อไปที่ไหนๆ ก็เช่นเดียวกัน พอเห็นคนมีรายได้ ก็ต้องมีคนทำตาม และก็คงมีคนเก็บดอกไม้บางคนเริ่มได้คิดแล้วนำน้ำติดตัวออกไปเอง ก็จะมีดอกไม้เหลือมากขึ้น เพราะไม่ต้องแบ่งให้คนขายน้ำการคิดริเริ่มบางอย่างก็ไปกระตุ้นความคิดให้ผู้อื่นหาทางแก้ปัญหาในทางอื่นๆ ได้ด้วย
…………………………………………………………………………..
          วันหนึ่งโชคก็มาถึงโดยไม่ได้คาดคิด วันนั้นเป็นวันหนึ่งตอนต้นฤดูฝน เกิดมีพายุ ฝนตกหนักและลมแรง
กิ่งไม้แห้ง กิ่งไม้อ่อนและใบไม้ในพระราชอุทยานถูกลมพัดตกลงมาเกลื่อนกลาด และมีกิ่งไม้ใหญ่หักลงมาด้วย
คนเฝ้าสวนไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะนำกิ่งไม้เหล่านั้นไปทิ้งให้ได้ในเวลารวด เร็ว เขาเป็นกังวลมากว่าจะจัดการ
อย่างไร พระราชอุทยานจึงจะเรียบร้อยเพื่อรอรับเสด็จ มุสิกเศรษฐีผ่านไปพบพอดี จึงถามคนเฝ้าสวนว่า
          “เหตุใดท่านจึงมายืนอยู่ริมถนน มีท่าทางเป็นกังวลเช่นนี้ เราสิน่าจะกังวลเพราะฝนตกแต่เช้าตรู่ คนเก็บดอกไม้ไม่ได้ออกไปทำงาน เราจะไม่มีรายได้คนเฝ้าสวนจึงเล่าให้ฟังว่ามีกิ่งไม้ตกลงมาในอุทยานเป็นจำนวนมากและเขาคิดไม่ตกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี
…………………………….
          ธรรมดาแล้ว สิ่งใดที่มีคนต้องการ สิ่งนั้นจะมีค่า ถ้าเราต้องการฟืน เราก็ต้องซื้อหามาด้วยเงินทอง แต่ถ้าเราไม่ต้องการเศษไม้ เศษไม้ก็ไม่มีค่า อาจจะต้องจ่ายค่าจ้างให้คนกำจัดไป ดังเช่นที่คนเฝ้าสวนกำลังประสบอยู่
ดังนั้นในเวลานั้น แรงงานมีค่า แต่ฟืนไม่มีราคาสำหรับเขา เพราะเป็นสิ่งที่เขาต้องการกำจัดไป ถ้ามุสิกเศรษฐี
ไปถามซื้อฟืนจากคนเฝ้าสวน แน่นอนว่าเขาจะเริ่มเล่นตัวและโก่งราคา หรืออาจจะขายไม่ได้ เพราะไม้อยู่
ในเขตอุทยาน แต่ถ้ารอให้เขาจ้าง มุสิกเศรษฐีก็คงไม่ได้ค่าแรง เพราะรู้อยู่ว่าคนเฝ้าสวนไม่มีเงินจะจ่ายเป็นค่าจ้าง
……………………………….
          หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว มุสิกเศรษฐีคิดว่ามีทางได้เงินและได้บุญคุณไปด้วยพร้อมกัน จึงรับอาสาคนเฝ้าสวนว่าจะนำกิ่งไม้เหล่านี้ออกไปให้โดยไม่คิดค่าจ้าง แต่ขอว่าของที่เก็บเหล่านี้ต้องเป็นของเขา คนเฝ้าสวนก็รับคำว่าเอาไปเถอะ พร้อมกับท่าทางโล่งใจมากที่มีผู้มาช่วย
          มุสิกเศรษฐีจึงเดินไปหากลุ่มเด็กรุ่นๆ ที่มักเล่นกันอยู่ประจำที่สนามเด็กเล่นท้ายพระราชวัง พร้อมกับชักชวนว่า
          “ไปช่วยเราตัดกิ่งไม้กันเถอะ เรามีน้ำและอ้อยเป็นรางวัล แล้วยังได้ไปเที่ยวเล่นในอุทยาน อันเป็นสถานที่ต้องห้ามด้วยนะ
          เด็กเหล่านั้นนึกสนุกต่างก็แย่งกันขันอาสาที่จะไปช่วยกันเก็บกิ่งไม้ เห็นมั๊ยครับว่านี่เกิดจากปัญญาของมุสิกเศรษฐีโดยแท้ ที่ทำให้งานอันต้องใช้เงินจ้าง กลายเป็นของสนุกที่มีเด็กขันอาสามาช่วยกันทำด้วยกุศโลบายของมุสิกเศรษฐี ไม่นานนัก กิ่งไม้ทั้งน้อยและใหญ่ก็ถูกขนมากองไว้ที่หน้าประตูพระราชอุทยาน
…………………………..
          ขณะที่กำลังคิดว่าจะไปหาพาหนะใดมาช่วยขนไม้ฟืนไปขาย หรือว่าควรจะไปบอกขายของแล้วนำผู้ซื้อมารับไปเองดีกว่ากัน ก็พอดีมีช่างหม้อหลวงเดินมา เขากำลังเที่ยวหาฟืนอยู่เพื่อเผาภาชนะดินของหลวง
          เมื่อเห็นมุสิกเศรษฐียืนอยู่กับฟืนกองโตเช่นนั้น จึงถามขอซื้อทันที วันนั้นมุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์ 16 กหาปณะ และภาชนะฝีมือประณีต 5 อย่างที่ช่างหลวงสัญญาว่าจะจ่ายเป็นค่าที่เขาไม่ต้องเสียเวลาไปหาฟืน
……………………………..
          เป็นอันว่ามุสิกเศรษฐีได้เงินจากพระราชาด้วยไม้ของพระราชานั่นเองมุสิกเศรษฐีนั้นคิดว่าเมื่อมีเงินแล้วก็ต้องรู้จักใช้เงิน และการใช้เงินทางหนึ่งก็คือแบ่งปันให้กับผู้อื่นบ้าง  แม้เมื่อยังมีเงินน้อยอยู่ ก็สามารถทำได้ มุสิกเศรษฐีคิดว่าตนเองเคยกระหายน้ำมาก่อน และหาน้ำดื่มไม่ได้ เวลาที่กระหาย จึงเริ่มตั้งตุ่มน้ำไว้บริการคนหาบหญ้า 500 คนด้วยน้ำดื่ม แม้เงินที่ได้จากช่างหม้อจะไม่มากมายนัก แต่การให้น้ำก็ไม่ได้ต้องการเงินมากมายอะไร เพียงแต่คอยดูแลให้มีน้ำอยู่เสมอทุกวัน
……………………………..
          คนหาบหญ้าก็รู้สึกขอบใจมุสิกเศรษฐี และหวังตอบแทนน้ำใจเขา แต่เขาไม่ได้หวังอะไรตอบแทน
เขาเพียงแต่บอกคนหาบหญ้าว่า เมื่อใดต้องการความช่วยเหลือแล้วจะบอก เขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะต้องการความช่วยเหลือ แต่ก็เป็นความรู้สึกที่ดีสำหรับคนไร้ญาติมิตรอย่างเขา ที่จะมีมิตรอยู่ทั่วไปโดยอาศัยความเอื้อเฟื้อเป็นผู้นำทาง
………………………
          ต่อมาเมื่อมุสิกเศรษฐีมีเวลาและมีเงินมากขึ้น และเห็นว่าสิ่งที่ตนให้นั้นเป็นประโยชน์ เขาก็ได้ตั้งตุ่มน้ำไว้ให้คนเรือด้วย คือตั้งไว้ในทางที่คนเรือต้องสัญจรผ่าน เขาจึงสามารปลูกไมตรีไปทั่วด้วยประการดังนี้
…………………………………
          แล้ววันหนึ่งก็เป็นวันที่ไมตรีผลิผลโดยที่มุสิกเศรษฐีไม่ได้เรียกร้อง วันนั้นคนทำหญ้าคุยกันว่าวันรุ่งขึ้นจักมีพ่อค้าพาม้ามา 500 ตัว และคนทำหญ้าก็เล่าให้มุสิกเศรษฐีฟังด้วย เป็นไมตรีที่ผู้หยิบยื่นก็ไม่รู้ว่า กำลังยื่นทองคำมาให้เขา เพราะพวกเขาคุยกันเฉยๆ และก็คุยให้มุสิกเศรษฐีฟังมุสิกเศรษฐีจึงว่าแน่ะท่าน ท่านเคยถามว่าข้าพเจ้าต้องการอะไรตอบแทนที่ข้าพเจ้านำน้ำมาเลี้ยงพวกท่านทุกวัน ข้าพเจ้าจะขอท่านล่ะ พรุ่งนี้ข้าพเจ้าขอหญ้าจากท่านคนละกำ และถ้าข้าพเจ้ายังไม่ได้ขายหญ้า ขอท่านอย่าขายจะได้หรือไม่คนทำหญ้าต่างก็รับปากกันอย่างแข็งขัน พากันกล่าวว่า ขอเพียงแค่นี้ทำไมจะไม่ได้
……………………………..
          วันรุ่งขึ้น คนหาบหญ้าก็ให้หญ้าแก่มุสิกเศรษฐีคนละกำ 500 คนก็ 500 กำ นำมาไว้ให้ถึงประตูบ้านเลยทีเดียว ตกบ่ายวันนั้น พ่อค้าก็เดินทางมาถึงพาราณสี แต่ก็ต้องประหลาดใจมากที่หาซื้อหญ้าไม่ได้ แม้จะตระเวนไปทั่วพระนครแล้วก็ตาม คนทำหญ้าไม่รู้หายไปไหนหมดเขาเห็นหญ้ากองอยู่หน้าบ้านมุสิกเศรษฐี จึงมาอ้อนวอนขอซื้อ จะราคาเท่าใดก็ได้ เพราะม้าต้องกินหญ้า จะปล่อยให้ม้าอดอยากผอมโซก็คงขายไม่ได้ราคา และเขายังต้องอยู่ในเมืองอีกหลายวัน
          มุสิกเศรษฐีจึงขายหญ้าให้พ่อค้าแต่เพียงผู้เดียวในวันนั้น วันต่อๆ มา คนทำหญ้าก็เป็นผู้ขายหญ้าตามปกติ มุสิกเศรษฐีขอให้พวกเขาขายทีหลัง พวกเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนเพราะการที่ม้าเข้ามาในเมืองเป็นจำนวนมาก เป็นเรื่องของความต้องการที่เกินกว่าปกติและเกินต่อมาอีกหลายวัน ต่างคนต่างก็ได้เงินจากการขายหญ้าจำนวนมากด้วยกันทั้งหมด
…………………………………….
          แต่มุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์มาจากการขายหญ้าเพียงวันเดียวนั้นถึง 1,000 กหาปณะจากหญ้าจากปกติที่ไม่เคยมีราคาค่างวดเท่าใด กลับขายได้ถึงกำละ 2 กหาปณะเพราะของที่หายาก ย่อมมีราคาเสมอ
………………………………….
          หลังจากที่หาเงินได้ถึง 1,000 กหาปณะแล้ว มุสิกเศรษฐีจึงหาลู่ทางทำมาหากินอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เขาตั้งร้านค้าเล็กๆ และเก็บเงินส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์สินเงินทองของมีค่า แต่จุดหักเหในชีวิตของเขายังมีอีก
………………………….
          วันหนึ่ง มีเรือสินค้าเข้ามา เรือลำนี้เป็นเรือใหญ่มาจากแดนใต้ ในเวลานั้นคนกำลังรอสินค้าหลายอย่าง ด้วยเพิ่งพ้นฤดูมรสุม เรือลำนี้บรรทุกสินค้าหลายชนิดซึ่งเป็นที่ต้องการ คนที่ทำงานทางน้ำได้รับรับข่าวส่งต่อๆ กันมาและเล่าให้มุสิกเศรษฐีฟัง เขาจึงเห็นลู่ทางที่จะทำเงินได้จากการรู้ข่าวล่วงหน้าก่อนคนอื่น มุสิกเศรษฐีใช้เงิน 8 กหาปณะเช่ารถคันหนึ่งออกไปยังท่าเรือพร้อมบริวารก่อนเรือจะเทียบท่าเสียอีก ก่อนที่พ่อค้าคนอื่นจะได้ข่าวหรือเตรียมตัวทัน เขาแต่งกายและตระเตรียมเครื่องใช้อันจำเป็น เพื่อให้มีมาดของผู้มียศ แล้วตั้งวงม่านกั้นแดดกั้นลมเพื่อสร้างอาณาบริเวณที่จะกันมิให้ผู้อื่นเข้าถึงตัวเขาได้ง่ายอันเป็นวิสัยของผู้มียศ และเป็นวิธีสร้างโอกาสในการต่อรองราคาสินค้า
……………………………………
          มุสิกเศรษฐีได้พบกับนายเรือที่เดินทางล่วงหน้ามาด้วยเรือลำเล็กเข้ามาก่อนและสอบถามเรื่องสินค้าที่บรรทุกมา พร้อมทั้งต่อรองราคาจนเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย แล้วจึงมอบแหวนวงหนึ่งเป็นค่ามัดจำสินค้า
……………………
          หลังจากเจรจาการค้าเรียบร้อยแล้ว มุสิกเศรษฐีก็พำนักรอในวงม่านและสั่งบริวารว่า ถ้ามีใครมาขอพบให้อิดออดอยู่ 3 ครั้งก่อนพวกพ่อค้า 100 คนในเมืองพาราณสี เมื่อได้ทราบว่าเรือเข้าเทียบท่าจึงพากันออกไปเลือกซื้อสินค้า แต่ต่างก็ต้องผิดหวัง เพราะนายเรือแจ้งว่าได้ตกลงขายสินค้าทั้งลำเรือให้แก่พ่อค้าคนที่พำนักอยู่ในวงม่านนั้นหมดแล้วพวกพ่อค้าทั้งหลายต่างก็ทราบดีว่าสินค้าในเรือนั้นเป็นสินค้าคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของชาวเมือง แม้แต่พระราชาก็ยังต้องการ พวกเขาจำเป็นต้องมีสินค้าขาย จึงพากันมาพบมุสิกเศรษฐี เพื่อขอซื้อสินค้า
………………………
          บริวารของมุสิกเศรษฐีก็ทำตามคำสั่ง คือประวิงเวลาไว้ จนพ่อค้าแต่ละรายกระวนกระวายร้อนใจ จึงเปิดทางให้พบ พวกพ่อค้าเหล่านั้นสรุปการตกลงทางการค้าได้ว่า พวกเขายินดีเข้าหุ้นกับมุสิกเศรษฐี ทำให้มุสิกเศรษฐีได้เงินมา 100,000 กหาปณะ เพื่อให้พวกพ่อค้าเป็นหุ้นส่วนในสินค้าทั้งลำเรือ
……………………………………………….
          เมื่อพวกพ่อค้าคิดกันต่อไปว่า จะจัดแบ่งสินค้ากันอย่างไรระหว่างมุสิกเศรษฐีกับพวกพ่อค้า เพราะเมื่อแบ่งสินค้ากันแล้ว มุสิกเศรษฐีก็จะเป็นผู้ที่มีสินค้าในมือมากที่สุด คือถึงกึ่งหนึ่งของที่พวกพ่อค้ามีพวกพ่อค้าจึงได้ข้อเสนอใหม่ว่า พ่อค้าแต่ละคนต่างก็ตกลงจ่ายเงินให้มุสิกเศรษฐีอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อให้เขาปล่อยหุ้น พ่อค้าแต่ละคนก็จะได้เหมาสินค้าส่วนที่ตนต้องการไปเป็นของร้านค้าตนทั้งหมดเท่ากับว่ามุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์จากการขายสินค้าครั้งนี้ 200,000 กหาปณะจากแหวนเพียงหนึ่งวงที่ใช้มัดจำค่าสินค้า เหลือเชื่อไหมครับ…..
………………………………
          มุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์ครั้งนี้มาด้วยปัญญาโดยแท้เขาได้ข่าวสารก่อนผู้อื่น………. แล้วข่าวสารนี้เขาได้มาอย่างไร…….ได้มาจากความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้คนทั่วไป ผู้ที่ให้ข่าวสารก็ไม่ได้ตั้งใจอยู่ที่ปัญญาของผู้รับฟังที่จะถอดรหัสข่าวสารออกมาเป็นวิธีการที่จะสร้าง กำไร
………………………
          อาจมีผู้สงสัยว่า เหตุใดมุสิกเศรษฐีไม่เป็นผู้ขายสินค้านั้นเองบ้างแทนที่จะขายให้พ่อค้าอื่นไปจนหมด ก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้นอีกสิ่งที่มุสิกเศรษฐีคิดก็คือ เขาต้องรู้จักประมาณตนเอง และรู้ว่าเมื่อใดควรจะจบเรื่อง เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิต เขารู้ว่าต้องมีเงินบ้างจึงจะเจรจาจนกระทั่งทำให้นายเรือเชื่อถือและรับมัดจำไว้ แต่เขาก็ไม่ได้มีเงินมากมายพอที่จะซื้อสินค้ามาไว้ในมือจำนวนมากได้ เขาเพียงแต่กะเก็งความต้องการของพ่อค้าอื่นๆ และฉวยโอกาสเท่าที่โอกาสเปิดให้เท่านั้น อีกประการหนึ่ง เขาไม่ต้องการแข่งขันกับพ่อค้าอื่นๆที่เขาขายสินค้านั้นๆ อยู่แล้ว จะเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็นตราบเท่าที่เขายังมีปัญญา เขาต้องหาทางก่อร่างสร้างตัวด้วยกิจการอื่นที่ได้ประโยชน์ต่อผู้อื่น และไม่เบียดเบียนผู้ที่ทำกิจการอยู่แล้ว
…………………
          มุสิกเศรษฐีได้เงินมา 200,000 กหาปณะ ซึ่งมากมายล้นเหลือในชีวิตของเขา ถ้าเป็นเรา เราจะนำเงินนั้นไปทำอะไร ลองคิดกันดูนะครับ
……………………….
          นี่เป็นวิธีใช้เงินของมุสิกเศรษฐีเมื่อเขาได้เงินมานั้น ก็มาคิดได้ว่าที่เขามีทรัพย์ได้ถึงเพียงนี้ก็เพราะท่านจุลลกะ เป็นผู้ชี้เรื่องหนูตาย ทำให้เขาได้ความคิดเขาควรมีกตัญญู เขาจึงไปขอพบท่านจุลลกเศรษฐี แล้วแบ่งทรัพย์ให้ท่ากึ่งหนึ่งในชั้นต้น ท่านเศรษฐีสงสัยว่า เขาแบ่งทรัพย์ให้ท่านทำไมเขาจึงเล่าเรื่องนับแต่ได้หนูตายให้ฟัง ท่านเศรษฐีได้รับฟังแล้วจึงพอใจในความมีกตัญญูและรู้จักหาทรัพย์ของเขา จึงได้ยกธิดาให้เป็นภริยาของเขา
ทั้งสองสามีภรรยาก็ได้ทำงานมีกิจการของตนเอง เมื่อจุลลกเศรษฐีถึงแก่กรรมพระราชาจึงแต่งตั้งให้มุสิกเศรษฐีเป็นเศรษฐีแห่งพาราณสีสืบมา
---------------------------------------------------------------------------------------
          แล้ววันนี้แหละ คุณเห็นช่องทางแล้วหรือยังผมเห็นแล้ว จาก Angtylove2 แห่งนี้นี่แหละปล. แง่คิดที่ผมได้นะคับ

1. คนเราอาจจะไม่สำเร็จกับการทำธุรกิจอย่างแรกเสมอไป ถ้าเราล้มก็ลุกขึ้นต่อคับ
2. ทำให้คนอื่นชอบเราเค้าไว้ถึงแม้วันนี้เรายังไม่ต้องการความ ช่วยเหลือก็ตาม
3. สิ่งที่กั้นระหว่างคนที่สำเร็จกับคนที่ล้มเหลวอยู่ ที่การกระทำคับ เพราะคนที่สำเร็จเค้ากล้าที่จะลองผิดลองถูก
ล้มแล้วกล้าที่จะสู้ใหม่ ส่วนคนที่ล้มเหลว อาจเพราะได้แต่คิดว่าจะทำ แต่ไม่ลงมือทำ หรืออาจทำไปแล้วพลาด
และไม่กล้าลุกมาใหม่จึงกลายเป็นคนที่ล้มเหลวอยู่จนถึงทุกวันนี้..
4. คุณไม่ได้ล้มเหลว 1000 ครั้ง แต่คุณค้นพบสิ่งที่ไม่สำเร็จ 1000 อย่างเท่านั้นเอง (จะสุขจะทุกข์มันอยู่ที่มุมมอง)

ความแตกต่าง ระหว่าง คนรวย กับ คนชั้นกลาง

วันนี้ขอนอกเรื่องหน่อยนะครับ ไม่รู้ว่าจะเข้ากับชีวิตใครหลาย ๆ คนหรือเปล่ามาอ่านกันเลยครับ
10 ความแตกต่าง ระหว่าง คนรวย กับ คนชั้นกลาง
ความแตกต่างข้อแรกก็คือ เศรษฐีนั้นคิดยาวแต่คนชั้นกลางคิดสั้น
          ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือคนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ
คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือคิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปี ๆ หรือเป็นสิบ ๆ ปี ในใจของคนจนนั้น เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก
ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วนคนรวยนั้น เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้เขาอดออมและลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน และนี่คือสูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง

ข้อสอง คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น
          นี่คงไม่ได้หมายถึงว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่าคนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจนและมักจะเป็นคนที่มีแนวความคิดดี ๆ หรือมีมุมมองต่าง ๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ ซุบซิบนินทาเป็นนิจสิน ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น

ข้อสาม คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
          คนชั้นกลางรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชินในขณะที่คนรวยนั้นคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงนั้นมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้
เบื้องหลังนิสัยนี้อาจจะมาจากการที่คนรวยมีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลางที่มักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ ๆ ได้

ข้อสี่ คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง
          นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยนั้นจะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดีจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริง ๆ นั้นจะมีน้อยมาก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ
คนชั้นกลางส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความผันผวนของราคาโดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้วมันอาจจะมีความคุ้มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง บ้าบิ่นเช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยนั้นจะต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

ข้อห้า คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน
          นิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริง ๆ เพราะในความรู้สึกของผมเอง การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐานที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนนั้นยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้น ความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน โดยนัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะที่คนชั้นกลางนั้น พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ ๆ และความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไปเพราะไม่มีการสอนในโรงเรียนก็คือ ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวยมักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำไปสู่ความร่ำรวยได้

ข้อหก คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง
          คนรวยมองว่านี่คือหนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่าแม้ว่าจะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลางนั้นมักจะไม่กล้าเสี่ยงและอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเองนั้น มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้

ข้อเจ็ด คนรวยเชื่อว่าพวกเขาจะต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ
          ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเม้นท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคนที่ไม่ค่อยบอกหรือรู้กันยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิลเกต

ข้อแปด คนรวยมีแหล่งรายได้หลากหลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง
          ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่งเพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนในทรัพย์สินหลาย ๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็นหลัก

ข้อเก้า คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน
          เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนโดยมองที่ภาพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องเสียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงานเพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขาจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง

สุดท้าย ข้อสิบ คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบและเสียกำลังใจเช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร ?



แต่ผมว่าวิธีคิดอย่างเดียวมันไม่อาจจะช่วยได้ทั้งหมดหรอกนะ
มันต้องบวกกับการลงมือทำอย่างจริงจังของเราเพิ่มเติมลงไปด้วย
ถึงจะประสบความสำเร็จในชีวิต 

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

การทำให้เห็ดเติบโตได้ดี

มีคนถามมาเยอะครับว่าทำอย่างไรเห็ดจะเกิดได้ดี ดอกใหญ่ ไม่บานง่าย มันอญุ่ในบทความของผมแล้วก็ลองหาอ่านกันดูนะครับ วันนี้ผมมีวิธีที่ทำให้เห็ดดอกโตมาฝากกันครับ ผมเคยลงมาในเว็บเก่าบางคนอาจเคยเห็นมาบ้างก็ขอให้เข้าใจว่าเป็นเว็ปเดียวกัน(จำรหัศเว็ปเดิมไม่ได้)  เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาตามมาเยยครับ

การทำให้เห็ดเติบโตได้ดี มีองค์ประกอบ อย่างคือ
           1. สภาพแวดล้อมของเห็ด เห็ดทุกตัวต้องการความร้อนและความชื้น ในแต่ละช่วงเวลาการเจริญเติบโตไม่เหมือนกัน อันนี้มีผลโดยตรงกับการเพาะเห็ด ต่อให้สารอาหารเห็ดมีมากเพียงใด ก็ไม่ทำให้เห็ดโตได้ดีไม่เชื่อคุณก็ลองไปกินข้าวตากแดดดู คุณเองก็คงกินได้ไม่มากต่อให้อาหารอร่อย ถึงหิวจัดก็คงกินได้พออิ่มไม่ทนนั่งกินต่อนาน ๆ พืชก็เหมือนกัน เกษตรกรบางคนไม่คิดเช่นนั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญ เพราะในโรงเรือนเราเคยเพาะได้ดีไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน ทั้ง ๆ ที่มันมีผลโดยตรง ดังนั้นจึงโทษความผิดไปที่คนอื่นคือวัสดุเพาะหรือก้อนเพาะ แต่ไม่ดูตัวเอง การที่จะรู้ว่าเห็ดของเราในโรงเรือนของเราชอบสภาพแวดล้อมอย่างใด โรงเรือนแต่ละโรงจะเลี้ยงได้ดีไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับวัสดุก่อสร้าง ขนาดของโรงเรือน
จำนวนของวัสดุเพาะในโรงเรือน ต้องมีการจดบันทึกการทำงาน ต้องซื้อเครื่องมือวัดความร้อนและความชื้น ให้รู้ว่าในระยะการเจริญเติบโตนี้ ระยะเวลาการเพาะนี้ มีความชื้นเท่าไร อุณหภูมิเท่าไร ก้อนเห็ดยี่ห้อนี้หรือวัสดุเพาะที่ผ่านการหมักมาแบบนี้ เห็ดโตได้เท่าไรให้คะแนนการโตของเราไว้ ถ้าใช้จำในใจมันไม่ได้เรื่องเพราะไม่ได้มีการเปรียบเทียบ ผลของการจดบันทึกการทำงานต้องทำใส่ลงในตารางเปรียบเทียบ เราจะเห็นผลชัดเจน พอรู้ผลแล้วเราจะสังเกตออกว่าก้อนเห็ดหรือวัสดุเพาะของเราลักษณะนี้ ต้องการความร้อนหรือความชื้นที่เท่าไร ประโยชน์
โดยแท้จริงของการจดบันทึกก็คือให้เราได้มีโอกาสการสังเกต การสังเกตจะช่วยให้เรารู้จักผลลัพธ์ของสิ่งที่เราทำไปได้มาก ส่วนทฤษฏีที่บอกว่าต้องอุณหภูมิเท่านั้นความชื้นเท่านี้ เขาบอกมากว้าง ๆ ไว้ให้เป็นแนวทางปฏิบัติ สำหรับตาสีกับตาสาที่ไม่มีโอกาสได้หาความรู้ เลี้ยงเห็ดเป็นเรื่องของความละเอียดอ่อน ถ้าทำได้มากเท่าไรก็ได้ผลมากเท่านั้น พอทำไปนาน ๆ เข้าคุณก็จะรู้ ตานี้ก็ไม่ต้องจดบันทึกแล้ว พอเห็นก็รู้ว่าจะต้องทำอะไร อันนี้ถึงเรียกว่าผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสำหรับมือใหม่เราไม่ใช่ ต้องให้รู้ก่อนจึงทำแบบนั้นได้ และที่สำคัญที่สุดคือถ้ารู้แล้วว่าเห็ดชอบอุณหภูมิและความชื้นเท่าไรแล้ว คุณจะต้องพยายามคงไว้ให้นิ่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเห็ดจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการปรับตัวไปมา จะเติบโตได้รวดเร็วมากกว่า เรื่องสภาพแวดล้อมนี้ถ้าใครไม่เห็นประโยชน์รับรองได้ว่า ผลผลิตของคุณจะได้ไม่สม่ำเสมอ ทำรายได้ได้มากบ้างน้อยบ้าง ก็แล้วแต่กรรมหรือการกระทำของตัวเอง อันนี้เราเรียกว่ากรรมตามสนองทำดีได้ดี



           2. สารอาหารเห็ด เห็ดส่วนใหญ่ไม่สามารถสร้างหรือกินสารอาหารได้โดยตรง (ยกเว้น เช่น เห็ดหอม เห็ดหูหนู เห็ดนางรม) อาหารของเห็ดจะได้จากการย่อยสลายของสารอินทรีย์วัตถุ โดยผ่านการทำงานของเชื้อจุลินทรีย์ ในการเพาะเห็ดชนิดอื่นที่ไม่ใช่เห็ดฟาง ส่วนใหญ่อาหารเห็ดที่มีมาในถุงผู้ผลิตจะรู้อยู่แล้วว่าควรใส่อะไรเท่าไร ถึงอย่างไรการเก็บดอกในระยะแรก ๆ อาหารควรจะมีเพียงพอ ส่วนสารหมักวัสดุเพาะเห็ดฟาง หรืออาหารเสริม หรือสารช่วยเสริมที่เขาขายกัน บอกว่าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้  มันไร้สาระ หลอกขายของเท่านั้นทำเองได้ดีกว่า เห็ดดูดซึมสารอาหารผ่านทางผนังเซลล์ คุณเคยเห็นรากเห็ดไหม มันไม่มี และสารที่สามารถกินได้มันต้องเป็นโมเลกุลเล็ก ๆ เช่น กลูโคส ฟรุคโตส อันนี้เป็นน้ำตาลที่ผ่านการย่อยสลายแล้ว กลูโคสซื้อสารตรง ๆ ได้ที่ร้านขายยา พรุดโตส
อันนี้มีอยู่ในเครื่องดื่มบำรุงกำลังหรือนมเปรี้ยวบางตัวหรืออาหารเสริมของคน ต้องอ่านฉลากข้างขวดด้วยเพราะบางยี่ห้อไม่มี แต่ถึงมีก็น้อย มีบางคนก็ใช้นมข้นหวาน ขอบอกว่านมข้นหวานปัจจุบันเป็นครีมเทียมใส่น้ำตาล สิ่งที่คุณได้อย่างเดียวคือน้ำตาล ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปที่เห็ดสามารถนำมาใช้ไม่ได้โดยตรง ส่วนสารอาหารอื่น ๆ นอกจากนี้เห็ดจะกินได้ต้องมาจากการกระบวนการหมักสารอินทรีย์ เช่น ฟาง เปลือกมัน รำ มูลสัตว์ เศษผลไม้ หรือปุ๋ยยูเรียหรืออาหารเสริมอื่นเช่น ยิปซัม ปูนมานซึ่งเป็นแคลเซียม รวมความว่าตัวอื่นต้องผ่านการหมักทั้งนั้น ซึ่งจะมีอยู่แล้วในถุงเพาะ แล้วแต่ว่าเจ้าไหนจะใส่อะไรมากน้อยเพียงไร เราไม่มีโอกาสรู้นอกจากจะลองเพาะไปพร้อม ๆ กันหลายยี่ห้อแล้วดูว่าในสภาพแวดล้อมอย่างนี้สำหรับกับแต่ละคนเท่านั้น ยี่ห้อนี้ใช้ได้ดี ส่วนฮอร์โมนซึ่งใช้เป็นสารกระตุ้นการเจริญเติบโตนั้น จะเป็นสารในกลุ่ม
 auxin ซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการขยายขนาดของเซลล์ ซึ่งมีสารสงเคราะห์ขายอยู่มาก ได้แก่ NAA IBA 4-CPA 2,4-D ให้ซื้อสารตรงใช้เลยไม่ต้องซื้อที่เขาเอามาผสมขาย เพราะการใช้จะได้ผลดีหรือไม่จะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นหรือปริมาณที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ด สภาพแวดล้อมของเห็ด ระยะการเติบโตของเห็ด ซึ่งการซื้อสารที่เขาผสมมาขายเขาจะใช้ปริมาณปานกลาง ซึ่งไม่แน่ว่าจะดีสำหรับเห็ดเสมอไปแล้วแต่ดวง ต้องมาลองใช้ในที่ความเข้มข้นต่าง ๆ เองเหมือนกัน แต่จากประสบการของผม ผมใช้ EM ซึ่งได้จากการหมักเศษผลไม้กับกากน้ำตาล    การใช้ EM จะมีจุลินทรีย์อื่นปนเปื้อนอยู่ด้วย ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงในเรื่องของการติดเชื้อก้อนเห็ด ต้องใช้ในปริมาณน้อยมาก แต่ถ้าในเห็ดฟางยิ่งใช้มากยิ่งดีมากใช้มากเท่าไรก็ดีเท่านั้น เพราะถ้าเชื้อเห็ดยังแข็งแรงดีอยู่มันก็รบชนะและใช้สารอาหารใน EM ซึ่งถูกย่อยสลายไว้แล้วได้ตรง ๆ เรียกว่าเราเคี้ยวให้แล้วพี่แค่กินอย่างเดียว ถ้าแพ้ก็รื้อทิ้งทำใหม่หรือทำซ้ำในวัสดุเพาะเดิมก็แค่นั้นไม่ต้องกลัวเรื่องต้องซื้อก้อนเชื้อใหม่   
ส่วนขั้นตอนการเลี้ยงดูในทุกเห็ดใช้หลักการเดียวกัน การทำวัสดุเพาะจะมีความยุ่งยากตรงต้องทำให้เป็นเท่านั้น ซึ่งการเพาะเห็ดอื่นข้อยุ่งยากนี้เรายกให้เป็นหน้าที่ของผู้ขายก้อนเพาะ ซึ่งเราก็ต้องจ่ายค่าทำให้กับเขา มาต่อเรื่อง EM สำหรับวิธีใช้อีกอย่างก็คือ นำ EM ที่ได้จากการหมัก มากรองให้ได้น้ำประมาณ ลิตร แล้วมานึ่งในหม้อนึ่งอาหาร(ซึ้งนึ่ง) ให้จับเวลาตั้งแต่เดือดนาน 2 ชั่วโมง โดยพอน้ำเดือดแล้วให้ลดไฟลงในขนาดที่พอให้น้ำเดือนอยู่ตลอดเวลาคือมีไอน้ำออกมานอกซึ้งนึ่งตลอด ต้องใส่น้ำให้มากพออย่าให้น้ำแห้ง EM ที่ผ่านการนึ่งจะไม่ปนเปื้อนมากนัก แต่ก็จะสูญเสียสารอาหารที่เป็นสารประกอบของไนโตรเจน ซึ่งเป็นสารที่ใช้สังเคราะห์โปรตีนเพื่อการเจริญเติบโตในเห็ด แต่สำหรับตัวอื่น ๆ เช่น สารประกอบของคาร์บอน จำพวกน้ำตาล รวมทั้งฮอร์โมนและสารอาหารรองตัวอื่น ๆ ที่ได้จากเศษผลไม้ไม่สุญเสียไปมากนัก การใช้ EM ที่หมักจากเศษผลไม้จะให้ผลได้ดีกว่าซื้อฮอร์โมนหรือยากระตุ้นหรือยาเร่งโตมากนัก และถ้ายังไม่พอใจก็ผสม NAA ลงไปในความเข้มข้นต่าง ๆ ลงไป ทดลองดูว่าความเข้มข้นไหนสำหรับเรามันดี ขอย้ำว่าดีสำหรับวิธีการทำงานของเราเท่านั้นแต่ละคนใช้ความเข้มข้นไม่เหมือนกัน ผมเองก็ยังเคยคิดที่จะทำขายเลย แต่คิดไปคิดมาก็ไม่ทำเพราะมันเป็นการเอาเปรียบคนไม่รู้ เกษตรกรไทยเรายิ่งจนอยู่แล้วเพราะความไม่รู้ กลัวบาป(การกระทำที่ทำให้ผู้อื่นหรือตัวเองรู้สึกไม่ดี บาปไม่ใช้การการทำชั่วเสมอไป บางครั้งการทำสิ่งไม่ดีแต่ไม่ได้ทำให้ผู้อื่นเดือนร้อนและไม่ได้ทำให้ตัวเองทุกข์ใจ ก็ไม่ได้เรียกว่าบาป เช่นการโกหกเมียว่าไม่ได้กินเหล้า พูดให้เมียสบายใจไม่บาป แต่ตัวเองต้องทุกข์กับการกิน อันนี้บาป แต่ชอบ) แต่ผมไม่กินนะครับ  เสียดายตังส์  ลองนำไปใช้ดูนะครับ  เดี๋ยวผมจะเอาเรื่อง "การโรยเชื้อเห็ด"เป็นเรื่องต่อไปพอแค่นี้ก่อนนะครับ  เอวังด้วยประการฉะนี้แล



วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

การดูแลรักษาในระยะเก็บดอกเห็ด

เรื่องการดูแลรักษาในระยะเก็บดอกเห็ด
หลังจากฉีดตัดใยแล้ว ระยะนี้เห็ดจะมีความความอ่อนแอที่สุด ถ้าไม่อยู่ในสภาพที่เหมาะสมแล้วจะไม่ให้ดอก ซึ่งจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องต่อไปนี้
1.อุณหภูมิภายในโรงเรือนควรจะอยู่ประมาณ 28-32 องศา 


2.อากาศ ช่วงนี้ถ้าในโรงเรือนมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์สูง จะทำให้เห็ดไม่จับดอก ดังนั้นความหมั่นสำรวจอากาศภายในโรงเรือน โดยการเข้าไปภายในโรงเรือน ถ้าคุณอยู่ไม่สบาย คืออึดอัดหรือไม่เย็นสบาย แสดงว่าอากาศน้อยไป ต้องใช้พัดลมเป่าให้อากาศ 


3.ความชื้น ก่อนให้พัดลมเป่าอากาศ ให้สังเกตก่อนว่า ความชื้นในกองเพาะเพียงพอหรือไม่ โดยดูจากการเอามือกดไปที่กองเพาะเบา ๆ พอยุบลงไปเล็กน้อยแล้วต้องรู้สึกเปียก คือพอดี ถ้ารู้สึกแห้งให้ฉีดน้ำผนังโรงเรือนและพื้นให้ชุ่ม ห้ามให้น้ำในกองเพาะอย่างเด็ดขาด และให้หมั่นให้น้ำให้บ่อย ๆ ตลอดเวลา ส่วน ในกรณีที่เปียกไป คือเอามือกดแล้วมีน้ำติดนิ้วมือมา ให้หยิบเอาวัสดุเพาะตามแนวลึกขึ้นมาหนึ่งกำมือแล้วบีบให้พอแน่น ดูว่าถ้ามีน้ำหยดหรือมีน้ำออกมาตามร่องนิ้วมือ ก็คือเปียกไป ให้เป่าลมช่วยจนกว่าหน้ากองเพาะจะพอแห้ง แล้วน้ำในกองเพาะจะระเหยออกมาช่วยผิวของกองเพาะให้พอดีไปเอง หากคุณซื้อเครื่องจับอุณหภูมิตามที่ผมแนะนำให้ในตอนต้น ๆ คุณสามารถดูได้จากค่าวัดความชื้น ซึ่งเครื่องมีให้มาด้วยถ้าคุณเป็นมือใหม่มีตัวนี้จะได้เห็นค่าความชื้นให้อยู่ที่ 85-90 เปอร์เซ็นต์ คือถูกต้อง และต้องอย่าลืมว่าเครื่องวัดค่าความชื้นที่ตัวมัน ไม่ใช่ที่สายที่โยงออกไป ฉะนั้นต้องเอาเครื่องไปไว้แนบกับกองเพาะ ถึงจะได้ความชื้นที่กองเพาะ 

4.แสง หากคุณจัดทำโรงเรือนตามที่ผมแนะนำข้างต้นเพียงคุณเปิดตาข่ายพลางแสงบนโรงเรือนออกในช่วยเช้า และให้ปิดในต้องเที่ยงที่แดดเริ่มแรง แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว การให้แสงนั้นผมเคยบอกไว้ในตอนที่แล้วนะครับ 





ถ้าทุกอย่างถูกต้อง ภายใน 1-2 วันเห็ดจะเริ่มจับเป็นเม็ดเท่าหัวเข็มหมุด ให้รักษาอุณหภูมิ 30-34 องศา แสงไม่ต้องแล้วส่วนความชื้นให้คงไว้ที่ 80-90% ตลอดไป หลังจากนั้นเห็ดจะเจริญจนได้เท่ากับหัวกระดุมเสื้อ ในระยะนี้ถ้าอุณหภูมิภายในโรงเรือนต่ำกว่า 28 องศา ในช่วงกลางคืน คือประมาณ ตี 2 – 4 แสดงว่าอากาศนอกโรงเรือนเย็นเกินไป จะมีผลทำให้เห็ดหยุดการเจริญเติบโต เพราะฉะนั้นในช่วงที่มีอากาศหนาว คุณจะต้องกองวัสดุเพาะให้หนาขึ้น โดยให้จับอุณหภูมิภายในกองเพาะสูงถึง 41 องศา การจับอุณหภูมิภายในกองเพาะให้จับหลังจากกองวัสดุเพาะเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอให้ถึงกลางคืนเวลาตี 2-4 ถ้าจับอุณหภูมิได้ไม่ถึง 41 องศา เช้าก็ให้กองเพิ่มเข้าไปอีก ก็จะทำให้ผลผลิตไม่น้อยลงในช่วงอากาศเย็น อันนี้เป็นเคล็ดสำคัญในการเพาะในช่วงอากาศเย็น ซึ่งคุณจะขายเห็ดได้ในราคาสูงขึ้น 10-30 บาท ต่อ ก.ก. โดยผลผลิตไม่ลดลง เพียงแต่เพิ่มต้นทุน 10-15 % เท่านั้น
อุณหภูมิภายในโรงเรือนในช่วยกลางวัน ถ้าหากสูงมาก คือตั้งแต่ 38 องศาขึ้นไป จะทำให้โรงเรือนสูญเสียความชื้น ให้คุณปิดตาข่ายพลางแสง และให้น้ำผนังโรงเรือนและพื้น จะทำให้อุณหภูมิลดลงไป 2-4 องศา หากให้น้ำแล้วอุณหภูมิยังสูงอยู่ก็ให้เปิดพัดลมเป่าอากาศช่วยจนอุณหภูมิลดลงก็ให้ปิด ให้รักษาอุณหภูมิและความชื้นเช่นนี้ตลอดไปจนเก็บเห็ดรอบแรกเสร็จ
ในระยะที่เห็ดโตในระยะหัวกระดุม ให้ฉีดพ่นสารดังนี้
1.E.M. 200 ซี.ซี.
2.วิตามินบี 1 จำนวน 1 เม็ด
3.สารจิบเบอเรลลิน ยี่ห้อไหนก็ได้ อัตราการใช้ให้ใช้ครึ่งหนึ่งของที่ระบุไว้ตามฉลาก ห้ามใช้มากกว่านี้ครับ เพราะดอกเห็ดจะยืดยาวมากไป ไม่สวย
4.น้ำ 20 ลิตร

ให้ฉีดพ่นทุกวัน ช่วงเช้า ถ้าเริ่มเก็บดอกเห็ดแล้วให้ฉีดหลังจากเก็บดอกเห็ดเสร็จ การฉีดพ่นนี้จะเพิ่มน้ำหนักเห็ดได้มากกว่า 15%

              เมื่อเก็บเห็ดรอบแรกเรียบร้อยแล้ว ประมาณ 7 – 12 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหนาของวัสดุเพาะ ถ้ากองเพาะหนามากเห็ดจะเกิดค่อยข้างจะพร้อมกัน ถ้ากองเพาะบางเห็ดจะทยอยเกิดทำให้ทำงานยาก เก็บได้ที่ละไม่มากแต่เก็บได้หลายวัน จนปนกันไปหมดไม่รู้ว่าเป็นการเก็บเห็ดรอบแรกหรือรอบสอง และปกติถ้าอุณหภูมิภายในกองเพาะต่ำกว่า 34 องศา เห็ดก็จะเริ่มไม่ให้แล้วครับ ทั้งโรงเรือนเก็บได้ไม่กี่ ก.ก. ให้รื้อทิ้งได้ครับ นอกจากนี้ในกองเพาะก็จะเริ่มมีแมลงไรด้วย

               การพิจารณาว่าจะรื้อทิ้ง แล้วเริ่มทำเห็ดใหม่หรือไม่ให้พิจารณาจากอุณหภูมิภายในกองเพาะ ถ้าต่ำกว่า 36 องศาจะเริ่มให้เห็ดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ตามอุณหภูมิที่ลดลง เกษตรกรบางรายก็ใช้วิธีทำให้อุณหภูมิภายในโรงเรือนสูง เพื่อให้กองเพาะมีความร้อนเพียงพอที่จะสร้างใยเห็ดรอบใหม่ แต่คุณจะเจอปัญหาในเรื่องความชื้นไม่พอตามมาที่หลัง คนที่จะทำเห็ดหลาย ๆ รอบ ต้องควมคุมความชื้นให้เป็น สำหรับผู้ที่ใช้ทลายปาล์มเป็นวัสดุเพาะ ทลายปาล์มสลายยากคงอุณหภูมิได้นาน ส่วนใหญ่จะให้เห็ดทยอยเกิดไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ควบคุมบังคับ ซึ่งเป็นเหตุให้ใช้เวลาในการเพาะนานเกินไป ต้องบังคับให้ได้ถึงจะให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ดังนั้นในการทำเห็ดแบบโรงเรือน คุณจะต้องวางแผนก่อนตั้งแต่แรกว่าคุณจะเก็บเห็ดกี่รอบ เพราะถ้าเก็บ 2 หรือ 3 รอบการกองวัสดุเพาะจะต้องให้หนา และการอบไอน้ำก็ต้องอบในระยะเวลาที่ถูกต้อง การจัดอาหารเสริมให้เหมาะต่อระยะเวลาการเก็บ อันนี้ต้องอาศัยประสบการณ์
หลังจากเก็บเห็ดรอบแรกเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้
-E.M. 300 ซี.ซี.
-วิตามินบี 1 จำนวน 1 เม็ด
-แป้งที่คุณใช้ผสมหัวเชื้อ 5 ช้อนโต๊ะ
-น้ำ 20 ลิตร
ใช้ลาดลงบนแปลงเพาะ โดยเฉลี่ยให้ได้ประมาณ ต.ร.ม. ละ 1 ลิตร หลังจากนั้นให้หยิบวัสดุเพาะมา 1 กำมือ โดยหยิบให้ลึกลงไปตามแนวลึก ลองบีบดูให้พอแน่น ถ้ารู้สึกเปียกก็แสดงว่าให้น้ำพอแล้ว หลังจากนั้นก็ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับตอนให้หัวเชื้อแล้วเลี้ยงเส้นใยเห็ด เห็ดก็จะเริ่มสร้างเส้นใยใหม่ แต่จะใช้เวลามากกว่าเดิม 1-2 วัน ส่วนปริมาณเห็ดที่จะเก็บได้ขึ้นอยู่กับความร้อนภายในกองเพาะเป็นหลัก ถ้าหลังจากให้น้ำแล้ว วันรุ่งขึ้นถ้าจับอุณหภูมิภายในกองเพาะได้ไม่ต่ำกว่า 36 องศา คุณจะเก็บเห็ดได้ประมาณ 50-60 % ของการเก็บเห็ดรอบแรก
กล่าวมาจนถึงบัดนี้    ผมหวังว่ารายละเอียดที่ให้คงจะมากเพียงพอให้เกษตรกรรายใหม่ และผู้ที่เพาะเลี้ยงแล้วกำลังประสบปัญหา ได้พอมีความรู้เพิ่มขึ้น