Translate

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ตอบคุณสุภาพ ยุทธพงศ์

          อ่านข้อเขียนของคุณภานุพงค์แล้ว ได้ความรู้เพิ่มเติมอีกเยอะ ผมเพาะเห็ดฟางจากทลายปาล์มในโรงเรือน ปัญหาที่เกิดและแก้ไม่ตกคือ สถานที่เพาะเห็ดตั้งอยู่ในสวนปาล์ม ความชื้นสูง เห็ดออกเยอะแต่บานเร็ว  คงต้องหาพัดลมเป่าความชื้นออกจากโรงเรือน ขอให้คุณภานุพงค์อธิบายถึง ตำแหน่งที่ติดตั้งพัดลม ว่าควรอยู่ตำแหน่งใดบ้างของโรงเรือน ขนาดของพัดลม โรงเรือนของผมเจาะรูระบายอากาศทีหน้าจั่ว 2 ด้าน ด้านล่างไม่ได้เจาะรู หวังว่าคงได้รับความรู้เพิ่มเติมจากคุณนะครับ
เอาทีละข้อนะครับคุณสุภาพครับ
          1 เห็ดออกเยอะแต่บานเร็วผมขอเอาสาเหตุหลักนะครับ
   -ความชื้นในโรงเพาะ ,เชื้อเห็ดและอาหารเห็ดจากการหมักไม่พอ
          2.ตำแหน่งการติดตั้งพัดลม แล้วแต่ความเหมาะสมนะครับไม่ต่ำเกินไปและไม่สูงเกินไป
พัดลมหางกระรอก
การให้อากาศจะต้องให้ด้วยพัดลมหางกระรอกทุกวัน ถ้าคุณเข้า โรงเรือนแล้วรู้สึกหายใจไม่สะดวก ก็คือมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์มากไป เห็ดจะเป็นผิวคางคก ถ้ากองเพาะชื้นด้วยเห็ดจะขึ้นขนสีขาวแล็กน้อยและ จะเริ่มเน่า สังเกตได้จากดอกจะเริ่มนิ่ม นั้นคือเริ่มเน่าเพราะชื้นไปแล้ว ให้เปิดพัดลมให้อากาศสักครั้งละ 2 ช.ม. หลังจากนั้นก็ให้ดูอาการของ ดอกเห็ดที่ขึ้นมาใหม่ ถ้าไม่นิ่มก็คือเริ่มใช้ได้ แต่ถ้ายังนิ่มอยู่ก็ให้เพิ่ม จำนวนครั้งต่อวันไม่ใช่เพิ่ม ช.ม. การให้อากาศ เพื่อให้กองเพาะแห้งขึ้น แต่ถ้าหายใจไม่สะดอก แล้วกองเพาะแห้งสังเกตได้จากการเอามือกดไปใน กองเพาะให้ลึกสัก 1 ซ.ม. ถ้ามือรู้สึกเปียกแห้งก็คือแห้งไปแล้ว เห็ดจะขึ้นขนฟูเต็มไปหมด ถ้าคุณกองวัสดุเพาะหรือวัสดุรองเพาะบางเกินไป ในการทำงานครั้งหน้าต้องกองให้หนาขึ้น แต่ถ้าหนาพอแล้วยังแห้ง แสดงว่าเปิดช่องลมให้อากาศมากไป หรือให้พัดลมมากไป การให้พัดลม โดยพัดลมหางกระรอกทุกครั้ง ไม่ว่ากองเพาะจะชื้นหรือแห้ง จะต้องฉีดน้ำที่ ผนังด้านในและพื้นให้ชุ้มทุกครั้ง ในกรณีที่กองเพาะแห้งเกินไป ให้ทำการเก็บเห็ดทั้งหมดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ อย่างไรก็ตามถ้าอุณหภูมิในกองเพาะน้อยกว่า 36 องศา ก็บ่วยการที่จะให้น้ำครับ รื้อทิ้งทำใหม่ได้เลย เพราะถึงเห็ดออกต่อก็ให้ได้ไม่มากแล้วเสียเวลาโรงเรือน แต่ถ้าโรงเรือนมีมากก็อีกเรื่องนะครับ เก็บต่อได้วันละ 3-400 บาทก็ดีกว่าไม่ได้
          3. รูระบายอากาศ
        ในช่วงที่ทำการเลี้ยงดอก ช่องลมด้านบนจะต้องเปิดทิ้งไว้ตลอด เวลา ยกเว้นในช่วงที่อากาศภายในโรงเรือนต่ำกว่า 30 องศา ส่วนช่องลมให้อากาศทางด้านล่าง ซึ่งเป็นช่องอากาศเข้าถ้าเปิด เป็นเวลานานจะทำให้เห็ดมีผลดังรูป การเปิดช่องอากาศทางด้านล่างส่วนใหญ่ผมจะเปิดเฉพาะเวลาที่โรงเรือนมีความร้อนสูง จะบอกว่าสูงเท่าไร ก็คือประมาณสูงกว่า 38 องศา แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชื้นภายใน โรงเรือนด้วย เอาเป็นว่าถ้าร้อนแล้วยังชื้นก็ยังใช้ได้ เปิดให้หายร้อน บ้างเสร็จแล้วให้รีบปิดไว้ เพราะถ้าเปิดนานจะทำให้โรงเรือน สูญเสียความชื้น แต่ถ้าร้อนแล้วแห้งผมจะไม่เปิดช่องลม แต่จะใช้ฉีดน้ำ ตามพื้นตามผนังโรงเรือนทั้งด้านในและด้านนอก แต่ถ้าฉีดน้ำแล้ว ความร้อนยังไม่ลด ผมก็จะเปิดพัดลมหางกระรอกช่วยแต่ต้องฉีดน้ำ ตามผนังและพื้นให้มาก ๆ จะได้ไม่เสียความชื้น

หวังว่าคงเป็นประโยชน์ และบอกผลลัพธ์ที่ได้บ้างนะครับ 

วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หน้าที่ขอวัสดุเพาะเห็ด(เครื่องหมัก)

เมื่อวันพฤหัสที่แล้วมีคนโทรเข้ามาถามเรื่องการเพาะเห็ดฟางจาก อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู ซึ่งเป็นปัญหาทั่วไป ผมดีใจนะครับที่บทความของผมมีคนอ่านถึงจะน้อยแต่ก็ขอเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ในความสำเร็จของหลายๆคน ซึ่งแต่ก่อนผมก็เคยถามและเคยมีปัญหาหลายหลายอย่างกับการเพาะเห็ดก็ได้สอบถามและศึกษากับผู้มีความรู้หลายๆท่าน และหน้าที่แต่ละอย่างวัสดุเพาะเรก็จำเป็นต้องรู้ด้วยนะครับ ซึ่งจะแบ่งเป็น
1.  วัสดุหลักที่ใช้ในการเพาะเห็ดฟาง มีหลายชนิด แต่ที่แนะนำให้ใช้ในการเพาะเห็ดฟางแบบโรงเรือน มี 3 ชนิด คือ ทลายปาล์ม กากมันสำปะหลัง และขึ้ฝ้าย ส่วนวัสดุอย่างอื่นไม่แนะนำ เพราะมีธาตุอาหารน้อยกว่าทั้ง 3 ชนิด ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นวัสดุเพาะในเชิงพาณิชย์ แต่เนื่องจากแหล่งที่ผมเพาะเห็ด สามารถหา กากมันสำปะหลังได้โดยประหยัดต้นทุนที่สุด ผมจึงใช้ กากมันสำปะหลังเป็นวัสดุหลัก ดังนั้นที่กล่าวต่อไปนี้ จึงเน้นในเรื่องของ กากมันสำปะหลังเป็นหลัก หากท่านใช้วัสดุเพาะอื่น ก็นำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ได้ครับ 
        ส่วนเกษตรกรท่านใดจะเลือกใช้วัสดุใด ให้คำนึงถึงต้นทุน คือค่าวัสดุบวกค่าขนส่ง และวิธีการจัดการการผลิตเป็นหลัก คือทลายปาล์ม สามารถเก็บผลผลิตได้นาน เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีปัญหาในเรื่องแรงงาน ส่วนกากมันกับขึ้ฝ้าย นิยมเก็บเห็ดแค่รอบแรกรอบเดียว ใช้ในกรณีที่มีโรงเรือนน้อย และไม่มีปัญหาเรื่องค่าแรง คือเห็ดจะเก็บได้รอบแรกมากที่สุด เก็บรอบแรกแล้วรื้อทิ้งทำใหม่ เพราะมีกำไร (magin) สูง ไม่ให้เสียเวลาโรงเรือน แต่ถ้าโรงเรือนมีมาก ก็จะเก็บเห็ดสองรอบ เพราะในการเก็บรอบสอง เกษตรกรไม่ต้องทำอะไรมากก็ได้ผลผลิต แต่จะเก็บผลผลิตได้น้อยลง คือจะเหลือประมาณ 20- 40 เปอร์เซ็น ของรอบแรก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของกองเพาะ ส่วนในรอบที่สาม ส่วนใหญ่ในการเพาะเห็ดโรงเรือนจะไม่ทำ เพราะผลผลิตน้อย และมีปัญหาเรื่องแมลงไรมากขึ้นตามระยะเวลาการเก็บ ซึ่งสัมพันธ์กับระยะเวลาอบไอน้ำวัสดุเพาะ 
          ในกรณีที่ไม่มีปัญหาเรื่องแรงงาน การเก็บเห็ดรอบแรกรอบเดียว ต้องใช้วัสดุเพาะเป็นจำนวนมาก ใช้เงินลงทุนมาก แต่ให้อัตราผลตอบแทนรายได้ต่อระยะเวลา ได้สูงสุด แต่ถ้าลงทุนสร้างโรงเรือนมาก ๆ ผลผลิตที่เก็บได้ในรอบที่สอง มีผลตอบแทนคุ้มค่าต่อเงินลงทุนสร้างโรงเรือน 
          ให้รายละเอียดแค่นี้คิดว่าท่านเกษตรกร น่าจะตัดสินใจได้แล้ว ว่าจะเลือกวัสดุใดและวิธีการใดในการเพาะเลี้ยงเห็ด 
          เหตุที่ต้องมีการหมักวัสดุเพาะ เพราะว่าธาตุอาหารในวัสดุเพาะไม่อยู่ในรูปที่เห็ดสามารถนำไปใช้ได้ จึงต้องหมักให้จุลินทรีย์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา ให้ทำการย่อยสลายธาตุอาหารให้เห็ดฟางนำไปใช้ได้ และในการหมักก็จะต้องมีการเติมอาหารเสริม เพื่อกระตุ้นกิจกรรมของจุลินทรีย์ และเพิ่มธาตุอาหารเสริม เพื่อให้เห็ดมีการเจริญเติบโตที่ดี 
ในการหมักวัสดุเพาะจะต้องมีการกลับกอง เพื่อเติมก๊าซออกซิเจน ซึ่งมีความสำคัญต่อการเกิดปฏิกิริยา และก๊าซแอมโมเนียที่เกิดจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการหมักเพื่อย่อยสลายธาตุอาหาร ทำให้อุณหภูมิในปุ๋ยหมักสูงขึ้น 
2.  อาหารเสริม ได้แก่พวก ปุ๋ย ยิบซั่ม รำ E.M. มูลสัตว์ และอื่น ๆ ซึ่งแต่ละที่ใช้ไม่เหมือนกันมีสูตรมากมายแตกต่างกันออกไป ดังนั้นคุณควรเข้าใจหน้าที่ของแต่ละตัว เพื่อที่จะได้นำสูตรต่าง ๆ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของกองวัสดุเพาะ เช่นอุณหภูมิ และความชื้น และยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย 
          - เห็ดต้องการไนโตรเจนไปใช้ในการสังเคราะห์โปรตีน เพื่อผลิตเส้นใย และเนื้อเห็ด เห็ดจะได้โปรตีนจากจุลินทรีย์ที่เกิดในการหมักวัสดุเพาะ และการเติมปุ๋ยยูเรีย ก็เพื่อเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการหมัก และเติมไนโตรเจนให้วัสดุเพาะ 
          - เห็ดต้องการธาตุอาหารรอง อันได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม ซึ่งมีส่วนทำให้เห็ดมีการเจริญเติบโตที่ปกติ การเติมยิปซั่มคือการเติมแคลเซียม ส่วนฟอสฟอรัสกับโปตัสเซียม ผมจะใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ ส่วนธาตุอาหารรองอื่นส่วนใหญ่มีเพียงพออยู่แล้ว 
          - รำ มีธาตุอาหารสูง เป็นแหล่งน้ำตาลและไนโตรเจน เมื่อย่อยสลายจะให้โปรตีนแก่เห็ด ทำให้เจริญได้ดี และเห็ดมีน้ำหนัก 
          - E.M. ที่ได้จากการหมักกากน้ำตาล และผลไม้ การหมักทำให้กากน้ำตาล มีสารน้ำตาลกลูโคสซึ่งเห็ดนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้เลย และผลไม้ที่มีรสหวานเมื่อหมักก็จะได้น้ำตาลบางส่วน พร้อมวิตามินที่อยู่ในผลไม้ ก็ช่วยให้เห็ดเจริญได้เป็นปกติ ในการหมัก E.M. ผมจะใช้ผลไม้หลาย ๆ ชนิด เพื่อให้มีธาตุอาหารรองที่หลากหลาย แต่เน้นให้มีเปลือกสับปะรดมาก ถ้าได้ผลสับปะรดได้ยิ่งดี ในสัปปะรดมีโฮโมนที่ช่วยเร่งการเกิดตา จะช่วยให้เห็ดเกิดได้ดีขึ้น ผลไม้ผมจะหาซื้อจากร้านขายผลไม้ที่เขาปลอกเปลือกทิ้ง หรือผลไม้ที่สุกงอมเกินขาย หรือเสียบางส่วน นำมาหมักกับกากน้ำตาล และเหตุผลที่นำเครื่องดื่มบำรุงกำลังมาใช้ในการเกษตร เพราะมีกลูโคสและวิตามินสูง ซึ่งความจริงแล้ว ถ้าใช้ E.M. ในปริมาณที่พอดี จะให้ผลดีกว่าการใช้ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ในราคาที่ถูกกว่า ที่ต้องบอกว่าในปริมาณที่พอดี เพราะว่า ใน E.M. มีธาตุอาหารที่เห็ดสามารถนำไปใช้ได้เลยอยู่สูง 
แต่มีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ถ้านำไปใช้หลังอบไอน้ำ การใช้มากไปจะทำให้วัสดุเพาะเกิดวัชเห็ด ถ้าใช้ในปริมาณที่พอเหมาะจะเพิ่มน้ำหนักเห็ดได้ 10-20 เปอร์เซ็น 
          -  มูลสัตว์ ได้แก่ ขี้วัว ขี้ควาย ขี้ม้า ขี้ไก่ ขี้หมู ตากแห้ง มูลสัตว์ที่ใช้ได้ดีที่สุดคือขี้หมู เนื่องจากมีธาตุอาหารที่หลากหลาย ในการเพาะเห็ดที่ต้องการเก็บผลผลิตนาน ๆ ควรใข้มูลสัตว์หมักด้วย ทั้งนี้เพราะสลายตัวอย่างช้า ๆ เพื่อให้เห็ดไปใช้ในการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งมูลสัตว์และรำ ต้องใช้ในปริมาณที่พอดี เพราะถ้าใช้น้อยไปจะไม่เห็นความแตกต่างของจำนวนผลผลิต ถ้าใช้มากไปจะเป็นพิษกับดอกเห็ดในภายหลัง 
          -  อื่น ๆ ได้แก่ อาหารหมักที่ขายเป็นถุงเพื่อหมักวัสดุเพาะ สารกระตุ้น ยาเร่งๆ โฮโมนเห็ดต่าง ๆ ผมไม่แนะนำให้ใช้ เพราะผมใช้แล้วไม่เห็นความแตกต่างระหว่างการใช้กับไม่ใช้ พิสูจน์ไม่ได้ ไม่เห็นผลเป็นนัยสำคัญ หรือชัดเจน 

           ดังนั้นเกษตรแต่ละรายจะได้ส่วนผสมที่แตกต่างกันไป ตามแต่วัสดุที่ใช้ และสิ่งแวดล้อมที่แตกต่าง อันเป็นที่มาของสูตรที่มีมากมายแตกต่างกันออกไป สูตรแต่ละสูตรใช้ต่างที่ต่างสิ่งแวดล้อมให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกันครับ ดังนั้นต้องใช้สูตรใครสูตรมัน ซึ่งถ้าหากคุณจะทำอย่างจริง ๆ จัง ต้องหาสูตรของตัวเองออกมาก่อน อันนี้ถึงจะดูแล้วยุ่งยากเกินไปสำหรับเกษตรกรทั่ว ๆ ไป แต่สำคัญมากนะครับ ถ้าใครทำได้จะมีผลเรื่องต้นทุนการผลิต และ จำนวนผลผลิตที่ได้ในแต่ละครั้ง ถ้าคุณทำนาน ๆ ให้รายได้ในปี ๆ แตกต่างกันมากเลย ถ้าทำ 5 โรงเรือนรายได้ต่างกันเป็นแสนนะครับ ดังนั้นเกษตรกรที่มีสูตรที่เหมาะกับตัวเองจึงทำรายได้ได้เป็นจำนวนมาก แต่แกษตรกรบางรายไม่ได้ผล ต้องเลิกทำไป ตรงส่วนนี้ถ้าเกษตรกรรายใดไม่เข้าใจ ให้ โทรมาถามได้นะครับ เพราะว่าเข้าใจยากหน่อย การเขียนอธิบายทำได้แค่นี้ครับ บางท่านที่มีการศึกษาหน่อยจะอ่านแล้วจะเข้าใจเลย ว่าเป็นการทดลองแบบ CRD (Completely Randomized Design) โดยแบ่งการทดลองออกเป็นทรีตเมนท์ แต่บางท่านไม่รู้เรื่อง ก็ติดต่อมานะครับท่าน อยากให้ได้เงินเยอะ ๆ 
3. การหมักวัสดุเพาะ หลังจากที่มีสูตรส่วนผสมของท่านแล้วจะต้องมีการหมักวัสดุเพาะ ซึ่งมีปัจจัยที่ต้องคำนึง ดังนี้ 
-ความร้อนของกองวัสดุเพาะ 
-อุณหภูมิของอากาศรอบกองเพาะ 
-ความชื้น หรือความเปียกของวัสดุเพาะ 
-กลิ่นของกองวัสดุเพาะ 
          ในการหมักวัสดุเพาะ ส่วนใหญ่จะแนะนำให้เกษตรกรว่า วันที่ 1 ให้ทำอะไร วันที่ 2 ทำอะไร วันต่อ ๆ ไป ทำอะไร จริง ๆ แล้ว ปัจจัยที่กล่าวถึงข้างบน เป็นสาเหตุหลักที่จะเป็นตัวกำหนดว่าเกษตรกรควรทำอะไร 
อย่าท้อถอยและเห็นว่ายุ่งยากนะครับ ความยุ่งยากเหล่านี้ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ให้ความรู้ในการเพาะเลี้ยงมักจะไม่พูดถึง และมีส่วนเป็นอย่างมากในการทำให้ที่ผู้เพาะเลี้ยงรายใหม่ ทำงานไม่ประสบผลสำเร็จ การที่จะทำอะไรได้ดีกว่าคนอื่น ก็ต้องมีความพยายามมากกว่าคนอื่น คุณยิ่งรู้มากเท่าไร คุณยิ่งมีความเป็นมืออาชีพมากเท่านั้น โอกาสสร้างรายได้มากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับความรู้ที่คุณมี 
ติชม หรือแนะนำเพิ่มเติมมาบ้างนะครับท่าน

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พูดคุยกับเห็ดฟาง

               ในการเพาะเห็ดฟาง จะเห็นว่าบางครั้งทำงานเหมือนเดิมหมด แต่ได้ผลผลิตไม่เหมือนเดิมทุกครั้ง หรือบางครั้งเราเห็นคนเขาทำงาน แบบนี้แล้วได้ผล แต่พอเราทำตามกลับไม่ได้ผล หรือบางครั้งทำงาน ไปได้ผลดี พอมาวันหนึ่งกลับทำไม่ได้อีก ปัญหาเหล่านี้มีอยู่เหตุผล เดียวคือเรารักษาสภาพแวดล้อมในโรงเรือนไว้ไม่ได้ หรือได้ไม่เหมือน ต้นแบบที่เราเรียนมา ขนาดของผมโรงเรือนด้านหนึ่งโดนแดด อีกด้านไม่โดนแดด ในโรงเดียวกันผมยังทำงานไม่เหมือนกัน ความร้อนในโรงเรือนทำให้ความชื้นในกองเพาะเสียไป ดังนั้นใน โรงเรือนที่ร้อนกว่าจะต้องมีการกองวัสดุเพาะไว้เก็บความชื้นให้มากกว่า เหล่านี้เป็นรายละเอียดในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้คุณจะต้อง เข้าใจเหตุผลในการทำงาน และหลักการทำงานต่าง ๆ ได้ และต้องหมั่นสังเกตว่าการทำงานแบบนี้ ให้ผลอย่างไร แล้วใช้ประสบการณ์ที่ได้ไปใช้พัฒนาตัวเองในครั้งต่อไป 

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คำถามที่พบบ่อยในการเพาะเห็ด

คำถามที่ได้รับมากก็คือ “ทำไมเห็ดไม่ออกดอก” หรือไม่ก็ “ทำไมเห็ดออกดอกน้อย” เป็นคำถามสั้น ๆ แต่ทำให้ผมคิดอยู่นานมาก ๆ ว่าจะตอบอย่างไรดีเพื่อให้ผู้อ่านชัดเจน ก่อนอื่นท่านที่ยังไม่เคยอ่านบทความของผมมาก่อน แนะนำให้ไปอ่านมาก่อนจะได้เข้าใจในเรื่องวิธีปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนของการทำเห็ดฟางแบบโรงเรือน เข้าเรื่องนะครับ ปกติวิธีการปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนที่ทำงานนับตั้งแต่ส่วนผสม การหมักวัสดุเพาะ การกองวัสดุเพาะ การอบไอน้ำ การเลี้ยงเชื้อราอาหารเห็ด การให้เชื้อ การตัดดอก การดูแลรักษา ทุกขั้นตอนไม่ว่าตอนหนึ่งตอนใดถ้าผิดพลาด ก็มีผลต่อผลผลิตทั้งสิ้น ปัญหาคือจะรู้ได้อย่างไรเมื่อทำงานผิด ก่อนอื่นผมต้องขอย้ำก่อนว่าถ้าคุณเป็นมือใหม่ คุณจะต้องมีเครื่องมือที่จำเป็นมาก 2 ตัวคือ เครื่องวัดอุณหภูมิและความชื้น และเครื่องมือวัดความเป็นกรดด่าง เริ่มเลยนะครับ
1.ส่วนผสมวัสดุเพาะ ตัวอื่น ๆ จะใส่มากหรือน้อยไม่เป็นไร ไม่ได้มีผลทำให้เห็ดไม่ติด จะมีผลแค่ทำให้เห็ดออกมากหรือน้อย แต่ถ้าผสมรำมากเกินไป จะทำให้ย่อยสลายไม่หมดจะทำให้วัสดุเพาะเป็นกรด ซึ่งความเป็นกรดนี้จะเป็นพิษต่อเห็ดในระยะจับดอก
2.ถ้าคุณหมักวัสดุเพาะไม่นานพอ จะทำให้อาหารเห็ดน้อย คุณจะได้เห็ดน้อยแต่ถ้าคุณหมักนานเกินไปจะทำให้วัสดุเพาะเป็นกรด ถ้าวัสดุเพาะของคุณเป็นกรดมากจะทำให้เห็ดไม่จับดอกเลย ค่า ph. ที่ความจะได้คือ 6.5-7 ครับ
3.การกองวัสดุรองเพาะ ถ้าไม่หนาพอจะทำให้กองวัสดุเพาะแห้งไป จะมีผลทำให้เห็ดเกิดน้อย
4.การกองวัสดุเพาะ ถ้ากองน้อย จะทำให้อุณหภูมิภายในกองเพาะต่ำเกินไป จะมีผลทำให้เชื้อเห็ดไม่สามารถสร้างเส้นใยเห็ดได้ ผลทำให้เห็ดไม่เกิดหรือเกิดน้อย
5.การกองวัสดุเพาะและวัสดุรองเพาะมากเกินไป ไม่มีผลเสียแต่อย่างใด มีแต่เปลืองของ สำหรับมือใหม่แนะนำว่าไม่ต้องประหยัดครับ ทำให้เกิดให้ได้ก่อนแล้วค่อยปรับปรุงต้นทุนเอาครับ อีกอย่างราคารับซื้อเห็ดฟางปัจจุบันขั้นต่ำตลอดทั้งปีอยู่ที่ 60 บาท ซึ่งปกติจะได้ 70-90 บาท ในราคาขนาดนี้ทำให้เปลืองอย่างไรก็ยังกำไรมากอยู่ดีครับ
6.การเลี้ยงเชื้อราอาหารเห็ด จะต้องให้กองเพาะและโรงเรือน มีความชื้นมาก ๆ ไม่ใช่แฉะนะครับ เพื่อให้ราเจริญเติบโตได้ดี ถ้าความชื้นไม่พอ จะทำให้เห็ดเกิดน้อย และเมื่อเลี้ยงดอกเห็ดจะมีปัญหากองวัสดุเพาะแห้งเกินไป
7.การอบไอน้ำ ต้องให้น้ำให้ชุ่มแต่ไม่ให้หยดทิ้ง อบให้อุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิของการหมักกองวัสดุเพาะ 10 องศา นานอย่างน้อย 3 ช.ม. นับตั้งแต่อุณหภูมิถึงที่กำหนดคือมากกว่า 10 องศา ถ้าคุณอบไอน้ำได้อุณหภูมิไม่ถึงหรือระยะเวลาไม่นานพอ จะมีผลทำให้เชื้อราอื่นซึ่งมีความแข็งแรงกว่าเชื้อเห็ดกินเชื้อเห็ดฟางเป็นอาหาร ทำให้เห็ดไม่เกิดหรือเกิดแต่น้อยมาก
8.การให้เชื้อ ต้องให้แน่ใจว่าเชื้อเจริญได้พอดีใช้ ไม่แก่ไปหรืออ่อนไป และต้องไม่มีราดำ หรือราเขียว และการให้หัวเชื้อต้องให้ในขณะที่อุณหภูมิภายในโรงเรือนอยู่ที่ 38 องศา ถ้าคุณให้หัวเชื้อที่อุณหภูมิต่ำ 36 องศาจะทำให้เห็ดเกิดน้อย ถ้าสูงกว่า 40 องศาจะทำให้หัวเชื้อบางส่วนตาย
9.หลังให้หัวเชื้อต้องให้น้ำเพื่อให้หัวเชื้อแนบติดกับวัสดุเพาะ ถ้าไม่ให้น้ำจะทำให้หัวเชื้อแห้งไปเห็ดก็เกิดน้อย แต่ถ้าให้มากจนเกินไปคือแฉะจะทำให้เชื้อไม่สามารถแทรกตัวลงในวัสดุเพาะไม่ได้ดี เห็ดก็เกิดน้อยเช่นกัน
10.หลังเห็ดจับตัวเป็นดอกแล้ว ก็รักษาอุณหภูมิกับความชื้นให้ได้ ก็เป็นอันสำเร็จแล้วครับ



จะเห็นว่าการเลี้ยงเห็ดฟางจริง ๆ แล้วต้องใช้ความรู้และประสบการณ์มาก แต่ให้คิดเสมอว่าการทำงานที่ต้องอาศัยความรู้จะให้ผลตอบแทนมากว่าการทำงานโดยใช้แรงงาน ถ้าคุณปลูกข้าวโพดราคาที่ได้คือตันละ ถ้าคุณเพาะเห็ดตัวอื่นคุณก็จะได้ไม่มาก บางช่วงอาจจะขาดทุน แต่ถ้าเพาะเห็ดฟางถ้าทำได้มีแต่กำไรมากตลอดทั้งปีครับ ก็หวังว่าที่กล่าวมาทั้งหมดคงพอช่วยแก้ปัญหาและเป็นแนวทางความรู้ให้บางท่านได้นะครับ ถ้ามีปัญหาอื่นก็ถามมาได้นะครับ

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

หมักกากมันสำปะหลัง


สูตรกากมันสำปะหลัง
กากแป้ง
เปลือกล้าง
              กากมันสำปะหลัง ที่เหลือใช้ในขบวนการผลิตแป้งมัน จะมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ กากดิน กากล้าง และกากแป้ง กากดิน ได้จากการทำความสะอาดหัวมันสำปะหลังครั้งแรก ก่อนนำเข้าสู่ขบวนการผลิต จะมีเศษดิน เศษเปลือกนอก ลักษณะเป็นเหมือนดิน น้ำหนักมาก กากล้าง ได้จากการล้างทำความสะอาดครั้งที่ 2 ลักษณะจะมีน้ำปนออกมา สารอาหารที่เห็ดต้องการมีมาก ส่วน กากแป้ง ได้จากขบวนการผลิตสุดท้าย จะมีลักษณะเปียกชุ่มมาก สีออกขาว เนื้อละเอียด มีสารอาหารยังคงเหลืออยู่มากที่สุด ( บางโรงงานทำการตากแห้ง บรรจุถุงขาย ราคา กก.ละ 2-3 บาท )
          ดังนั้น กากล้างและกากแป้ง เมื่อนำมาเพาะเห็ด ให้ผลผลิตสูงกว่า กากดิน และเป็นสูตรที่ชาวเห็ดเกือบทุกคนบอกว่าเพาะยาก เพราะเหตุว่า ลักษณะของกากมันมี 3 ชนิด และที่สำคัญควรนำมาทำการเพาะทันทีหลังจาก ออกจากโรงงาน เพราะถ้ากองกากมันไว้ที่โรงงาน เท่ากับขบวนการย่อยสลายสารอาหารต่างๆก็เกิดขึ้นก่อนหน้าแล้ว

สูตรการเพาะด้วยกากล้าง (ใช้เพาะได้ 100 ตารางเมตร)
1.
กากมันล้าง
4000
กก.
2.
ปูนขาว
8
กก.
3.
ยิบซัม
8
กก.
4.
ภูไมท์ (ไม่มีไม่ต้องใช้)
8
กก.
5.
มูลวัว/ควาย
80
กก.
6.
รำละเอียด
20
กรัม
7.
Em หัวเชื้อ
2
ลิตร
8.
กากน้ำตาล
2
ลิตร
วิธีการหมักกากล้าง
ขยาย Em ล่วงหน้า 7-14 วัน โดยใช้น้ำสะอาด 40 ลิตร ผสมด้วยกากน้ำตาล 2 ลิตรและ Em หัวเชื้อ 2 ลิตร ใส่ถังหมักทิ้งไว้ตามกำหนด เรียกว่า Emขยาย ( ได้ Em ขยาย 40 ลิตร ) 
1. วันที่ 1 นำกากล้าง ทั้งหมดมากระจายให้บางๆ แล้วนำ ปูนขาว ยิบซัม ภูไมท์ มูลวัว/ควาย และรำละเอียด มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน เรียกว่าเป็นอาหารเสริม
2. นำอาหารเสริมที่ผสมกันดีแล้ว 1 ส่วนมาหว่านบนกองมัน แล้วนำEmขยาย 20 ลิตรมาผสมน้ำ 100 ลิตร
3. ทำการกลับกองด้วยจอบ พร้อมกับโชยด้วย Emขยาย จนหมดกอง แล้วทำการตั้งกองเป็นรูปหลังเต่า สูงประมาณ 50 ซม. คลุมด้วยพลาสติก หมักทิ้งไว้ 3 คืน

4. วันที่ 4 เช้า ( หมักครบ 3 คืน ) เปิดพลาสติกออก ทำการกลับกองมันที่หมักไว้ โดยหว่านอาหารเสริมส่วนที่ 2 และรดด้วยน้ำ Em ขยายที่เหลือผสมน้ำ 100 ลิตร กลับกองแล้วตั้งกองเหมือนเดิม หมักต่ออีก 3 คืน
5. วันที่ 6 เช้า ปูฟางหนาประมาณ 1 ฝ่ามือ รดน้ำให้เปียกชุ่มมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปิดโรงเรือนไว้ 1 คืน
6. วันที่ 7 ขบวนการหมักกากมัน ครบ 6 คืนพร้อมที่จะขนขึ้นชั้นได้แล้ว ก่อนทำการขนขึ้นชั้นให้ตรวจดูความชื้นในกองมันโดยการใช้มือกำดู ถ้าไม่ชื้นพอให้รดน้ำ กะดูว่ากำมือเบาๆ มีน้ำไหลออกมา เป็นใช้ได้
7. ในวันเดียวกันฟางบนชั้นเห็ดที่รดน้ำล่วงหน้าไว้ 1 คืน ทำการรดน้ำอีกครั้ง แล้วขนกากมันทับบนฟาง โดยเกลี่ยให้แบนราบ สูงประมาณ 1 ฝ่ามือ
8. ขนกากมันขึ้นครบทุกชั้น ทำการหว่านรำละเอียดบางๆ อีกครั้งแล้วปิดโรงเรือน ทิ้งไว้ 2 คืน เรียกว่าเลี้ยงเชื้อรา
9. วันที่ 9 เช้า ทำการอบไอน้ำได้ เมื่ออุณหภูมิขึ้น 70 องศา จับเวลา 3 ชม. เป็นใช้ได้
10. วันที่ 10 โรยเชื้อเห็ดได้แล้ว โดย 1 ก้อน โรยได้ 2 ตารางเมตร เมื่อโรยเชื้อครบทุกชั้น ทำการพ่นน้ำเป็นละอองเบาๆให้ทั่วถึง ปิดโรงเรือนไว้อีก 3 คืน
11. วันที่ 13 เปิดโรงเรือนจะมองเห็นเส้นใยเห็ดฟางเดินใยบนชั้นบางๆ ให้ทำการพ่นน้ำไปที่ใยเห็ด กะดูว่าใยเห็ดแนบกับกากมัน พ่นไปให้ทั่วถึง ไม่ว่าที่ใต้ชั้น ด้านข้างโรงเรือน แล้วเปิดระบายอากาศด้านบนทันที ปิดโรงเรือนทิ้งไว้ 3 คืน
12. วันที่ 16 เปิดโรงเรือนจะเห็ดดอกเห็ดเล็กๆเกิดขึ้นบ้างแล้ว ให้สังเกตดอกเห็ดดอกใหญ่ที่สุดว่าสมบูรณ์หรือไม่ คือถ้าบนดอกเห็ดมีสีดำปนเทา สมบูรณ์ดีแล้ว ถ้าขาวคือเห็ดขาดอากาศ ให้เปิดระบายอากาศ อีกเท่าตัวแล้วสังเกตในวันรุ่งขึ้น

  

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

เศรษฐีผู้รวยด้วยหนูตายตัวเดียว

เศรษฐีผู้รวยด้วยหนูตายตัวเดียว

          เมื่อเกือบสองพันปีมาแล้ว เมืองพาราณสีเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ คับคั่งไปด้วยผู้คนทุกระดับชั้น ตั้งแต่ยาจกคนเข็ญใจ ผู้ใช้แรงงาน นักคิด และพ่อค้าผู้มั่งคั่ง ในบรรดาพ่อค้าเหล่านั้น มีเรื่องของพ่อค้าผู้หนึ่งที่น่าสนใจมากเพราะเขาได้ใช้ความเฉลียวฉลาดพาตนเองให้พ้นจากความยากจน กระทั่งในที่สุด ได้รับตำแหน่ง “เศรษฐีแห่งพระนคร”การจะได้ตำแหน่งเศรษฐีประจำพระนครนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ใครๆ ก็อาจจะเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวยได้ แต่การที่จะมั่งคั่ง ขนาดที่ได้รับแต่งตั้งจากพระราชาให้เป็นเศรษฐี จำเป็นต้องรวยอย่างแท้จริง รวยจนพระราชาต้องยอมรับ
          คฤหาสน์ของเศรษฐีผู้นี้กว้างขวางใหญ่โต มีสวนผลไม้ขนาดใหญ่ มีบริวารนับร้อย มีโรงทานที่ให้ทานทุกวันสำหรับผู้ยากไร้ ฯลฯ
          คราวนี้เรามาดูกันว่าเศรษฐีผู้นี้สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองอย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่มีทุนแม้แต่น้อยเศรษฐีผู้นี้เดิมชื่อว่าอะไรนั้น ดูเหมือนผู้คนจะลืมไปเสียแล้ว คนทั่วไปเรียกเขาด้วยฉายาว่า “มุสิกเศรษฐี”
          “มุสิกเศรษฐี” นี้เป็นกำพร้า พ่อแม่ตายตั้งแต่เด็ก เหลือเพียงตัวคนเดียว สมัยยังหนุ่มเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างทำงานเล็กๆ น้อยๆ ตามแต่จะมีคนจ้าง ยากจนมาก และไม่รู้ว่าจะประกอบการงานใดให้รุ่งเรืองขึ้นมาได้
จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่กำลังเก็บกวาดใบไม้อยู่บริเวณถนนหลวงหน้าบ้านท่าน จุลลกเศรษฐี ท่านเศรษฐีกำลัง
จะไปธุระนอกบ้าน แลเห็นหนูตายตัวหนึ่งอยู่กลางถนน ซึ่งยังไม่มีใครเก็บกวาดไปทิ้ง ท่านเศรษฐีได้กล่าวลอยๆ
ขึ้นมาว่า….
          “คนมีปัญญาย่อมใช้หนูตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ เลี้ยงลูกเมียและประกอบการงานได้”
          มุสิกเศรษฐีซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงคนกวาดถนนยืนอยู่ตรงนั้น ย่อมได้ยินคำพูดของเศรษฐี ก็เข้าใจว่าท่านเศรษฐีคงตั้งใจพูดให้ตนเองได้ยิน และคงมองเห็นว่าหนูจะกลายเป็นเงินเป็นทองได้ มุสิกเศรษฐีจึงคิดขึ้นมาว่า
ตนเองเห็นหนูตายมาหลายครั้งแล้ว ก็รอแต่ว่าให้เจ้าพนักงานหรือผู้มีหน้าที่มาเก็บไปทิ้ง เมื่อท่านเศรษฐี
พูดเช่นนั้นท่านคงมองเห็นวิธีทำเงินให้งอกเงยขึ้นมาจากหนูตัวนั้น แม้จะยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไปเราซึ่งเป็นคนยากจนก็ควรจะเชื่อท่านไว้ก่อน   คิดได้ดังนั้น จึงหาใบไม้สะอาดๆ มาใบหนึ่ง เก็บหนูตัวนั้นวางบนใบไม้แล้วนำไปที่ตลาด ตั้งใจว่าจะลองไปนั่งขายที่ตลาดดู เพราะคิดว่าไม่เสียหายอะไรที่จะเสียเวลาไปตลาด เนื่องจากตนเองก็มีเวลามากมายที่ไม่รู้จะทำอะไรอยู่แล้ว
          ทางเดินไปตลาดต้องผ่านบ้านของพราหมณ์ครอบครัวหนึ่ง พอคนใช้ในบ้านพราหมณ์เห็นคนถือหนูตาย
เดินผ่านมาก็ร้องบอกให้หยุดก่อน แล้วเข้าไปแจ้งนายของตนเอง พราหมณ์ผู้เป็นนายกำลังต้องการหาอาหาร
ให้แมวที่เลี้ยงเอาไว้ แมวชอบหนูอยู่แล้ว อีกทั้งซื้อหนูตายก็ถูกกว่าจะไปหาซื้อเนื้ออย่างอื่นมาเป็นอาหารแมว
หนูตายตัวนั้นจึงขายได้ตั้งแต่ยังไปไม่ถึงตลาด มุสิกเศรษฐีได้เงินมากากณึกหนึ่ง (น้อยมากๆ จนไม่น่าสนใจ)
          คงจะเริ่มสงสัยกันแล้วนะว่าเงินเพียงหนึ่งกากณึกจะทำให้มุสิกเศรษฐีรวยขึ้น มาได้อย่างไร
          เห็นไหมว่าหนูตายตัวหนึ่งที่เคยแต่ต้องเสียเงินจ้างคนมาเก็บไปทิ้ง ยังสามารถสร้างเงินขึ้นมาได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจากนั้นมุสิกเศรษฐีจะทำอะไรต่อไป เพราะคงไม่สามารถหาหนูตายไปขายได้ทุกวัน หรือถึงจะหาได้ คนซื้อหนูตายก็อาจจะไม่มีทุกวัน มุสิกเศรษฐีได้แต่นึกถึงคำของท่านเศรษฐีจุลลกะที่ว่า
          “คนมีปัญญาย่อมใช้หนูตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ เลี้ยงลูกเมียและประกอบการงานได้”
          แต่ขณะนั้นมุสิกเศรษฐียังไม่มีลูกเมีย จึงได้แต่มุ่งว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้เงินที่ได้มาจากหนูตายทำให้ตนเองประกอบการงานได้ หัวใจอยู่ที่ว่าต้องใช้ปัญญาแล้วมุสิกเศรษฐีใช้ปัญญาอย่างไร
          หลังจากที่มุสิกเศรษฐีเที่ยวเก็บหนูตาย และเศษสิ่งของต่างๆ เพื่อนำไปขายในตลาดหาเงินมาเพิ่มเติมนั้น ก็พบว่ากิจการเช่นนี้ไม่ยั่งยืน เพราะของมีวันหมดและยากที่จะเลี้ยงชีพหรือประกอบการงานด้วยการเก็บเศษขยะได้ตลอดไป และแล้ววันหนึ่ง หลังจากเที่ยวเสาะหาเศษสิ่งของที่จะมาเป็นรายได้จนเหนื่อยอ่อน มุสิกเศรษฐีก็นั่งพักเหนื่อยอยู่ที่ใกล้ประตูเมือง พร้อมกับตั้งคำถามกับตัวเองว่า ควรจะทำอย่างไรต่อไป ปัญญาจะมาจากไหนที่จะสร้างเงินให้ตัวเองได้
          วันนั้นเอง มุสิกเศรษฐีก็สังเกตเห็นสิ่งที่ผ่านตาตัวเองไปจนชิน โดยที่ไม่เคยได้สังเกตมาก่อนมุสิกเศรษฐีเริ่มจะ    See the wood from the trees  แบบใน Wink and Grow Rich แล้วล่ะ
          เนื่องจากเมืองพาราณสีนี้มีการบูชาเทพต่างๆ เป็นเรื่องประจำ และราชสำนักก็ใช้ดอกไม้จำนวนมากทุกวัน   ทุกๆ วันจะมีคนเก็บดอกไม้ทูนดอกไม้ที่ไปเก็บมาจากนอกเมือง เดินกลับเข้าเมืองมาอย่างเร่งรีบเพื่อจะนำไปขาย   คนเก็บดอกไม้จำนวนมากเหล่านี้จะต้องออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนตะวันขึ้น และกลับมาพร้อมดอกไม้ด้วยอาการ  อิดโรยและเหนื่อยล้า เพราะอากาศเริ่มร้อน ความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในหัวมุสิกเศรษฐี ทำให้เห็นลู่ทางที่จะ จะทำเงินหนึ่งกากณึกให้เป็นเงินกหาปณะได้ ( 1 กหาปณะ = 20 มาสก = 4 บาท)
          แม้จะไม่มั่นใจนักแต่ก็จะลองดูมุสิกเศรษฐีนำเงินที่มีเพียงเล็กน้อยนั้นไปซื้ออ้อยมา แล้วหาหม้อใบหนึ่งตักน้ำไปตั้งที่ทางเข้าประตูเมือง  ในเวลาสายตอนที่คนเก็บดอกไม้จะกลับมาจากป่า เมื่อคนเก็บดอกไม้เดินผ่านมา ก็เสนอให้ชิ้นอ้อยคนละหน่อยแล้วให้ดื่มน้ำหนึ่งซองมือ คนเก็บดอกไม้แต่ละคนไม่ใช่คนมั่งคั่งที่จะมีเงินซื้อน้ำดื่ม แต่พวกเขาก็  พอใจที่ได้บริการจากมุสิกเศรษฐี เพราะพวกเขาก็หิวน้ำ แต่ละคนก็แบ่งดอกไม้ให้คนละกำมือ เมื่อได้ดอกไม้มาแล้ว มุสิกเศรษฐีก็นำดอกไม้นั้นไปนั่งขายอยู่ที่หน้าเทวาลัยเช่นเดียวกับพ่อค้า ดอกไม้คนอื่น
…………………………………………………………………………………..
          แต่แล้วมุสิกเศรษฐีก็คิดได้ว่า ตนเองคงไม่สามารถยึดเอาการบริการน้ำเพียงแค่นี้เป็นการอาชีพได้
เพราะเมื่อผู้อื่นเห็นตนเองทำแล้ว ใครๆ ก็คงจะทำเป็น
……………………………………………………………………………….
เอ………เมื่อไหร่จะเป็นเศรษฐีเสียทีน้อ…………..
          “คนมีปัญญาเฉลียวฉลาดย่อมตั้งตนได้ด้วยต้นทุนแม้น้อย ดุจคนก่อกองไฟน้อยๆ ให้เป็นกองใหญ่ฉะนั้น”
          คิดได้ดังนั้น มุสิกเศรษฐีจึงเปลี่ยนวิธีการ เลิกเป็นพ่อค้าขายดอกไม้ที่ได้รับมาเป็นค่าตอบแทนจากน้ำอ้อย  แต่กลายเป็นพ่อค้าส่งดอกไม้แทน เพื่อไม่ต้องเสียเวลานั่งขายดอกไม้ มุสิกเศรษฐีเริ่มตื่นแต่เช้าตรู่ไม่แพ้คนเก็บดอกไม้ ขณะที่คนเก็บดอกไม้ไปเก็บดอกไม้ มุสิกเศรษฐีก็ไปซื้ออ้อย และแบกน้ำตามไป นำไปบริการจนถึงสวนดอกไม้ ไม่ต้องรอให้ลูกค้ามาหาเหมือนเดิม คนเก็บดอกไม้ไปหาดอกไม้เหมือนเคย แต่พวกเขาเก็บ
ดอกไม้ได้นานขึ้น เพราะมีคนยอมหนักแบกน้ำออกไปบริการ เช่นนี้มุสิกเศรษฐีจึงได้ค่าอ้อยและน้ำเป็นดอกไม้
มากกว่าที่จะได้เมื่อบริการที่ประตูเมือง ขาไปเขาแบกของหนักไปคือน้ำ ขากลับเขาแบกของเบากลับมาคือ

ดอกไม้ แต่ว่าของเบานั้นทำเงินให้เขามากกว่าของหนักที่ไม่มีราคาในตัวของมันเอง แต่ว่าเป็นช่องทางให้
ได้ของเบาคือดอกไม้กลับมา
……………………………………………………………
          เป็นอันว่ามุสิกเศรษฐีไม่ได้เป็นคนเก็บดอกไม้ แต่กลับมีดอกไม้มากกว่าคนเก็บดอกไม้เสียอีก เขาได้สินค้ามาด้วยการแลกเปลี่ยนกับบริการของเขา ถ้าเราเลือกบริการที่ถูกต้อง คือถูกสถานที่และเวลา ถูกความต้องการของผู้ซื้อเราย่อมค้าขายได้กำไร แต่บางคนอาจจะแย้งว่า ถ้าขายของไม่เป็นจะทำอย่างไร
………………………………………………………………….
          ไม่มีใครทำอะไรเป็นตั้งแต่เกิด มุสิกเศรษฐีก็เช่นกัน ไม่เคยขายของ และขายของไม่เป็นจนกระทั่งวันที่เขานำหนูตายไปขาย เขารู้แต่ว่าเขาไม่ได้ต้องการดอกไม้ไปบูชา หรือเอาไปร้อยเล่นเป็นเครื่องประดับ แต่เขาก็ไม่ปฎิเสธที่จะรับดอกไม้มาแทนเงิน เขาต้องใช้ความพยายามอีกส่วนหนึ่งที่จะหาวิธีแปลงสิ่งที่ได้มาให้เป็นสินค้า ให้ได้ ถ้ามันยังเป็นสิ่งของอยู่ในใจเขามันก็ไม่เป็นเงิน เหมือนหนูตาย ถ้ามันยังเป็นสิ่งปฎิกูล มันก็ไม่เป็นเงิน เมื่อเริ่มตั้งในใจว่านั่นเป็นสินค้าเมื่อใด เมื่อนั้นสิ่งนั้นจะนำเงินมาให้
มุสิกเศรษฐีทำการบริการช่างดอกไม้อยู่หลายเดือนรวบรวมเงินได้ 8 กหาปณะ
……………………………………………….
          เดากันได้ไหมครับว่าเหตุการณ์เป็นเช่นไรต่อไปที่ไหนๆ ก็เช่นเดียวกัน พอเห็นคนมีรายได้ ก็ต้องมีคนทำตาม และก็คงมีคนเก็บดอกไม้บางคนเริ่มได้คิดแล้วนำน้ำติดตัวออกไปเอง ก็จะมีดอกไม้เหลือมากขึ้น เพราะไม่ต้องแบ่งให้คนขายน้ำการคิดริเริ่มบางอย่างก็ไปกระตุ้นความคิดให้ผู้อื่นหาทางแก้ปัญหาในทางอื่นๆ ได้ด้วย
…………………………………………………………………………..
          วันหนึ่งโชคก็มาถึงโดยไม่ได้คาดคิด วันนั้นเป็นวันหนึ่งตอนต้นฤดูฝน เกิดมีพายุ ฝนตกหนักและลมแรง
กิ่งไม้แห้ง กิ่งไม้อ่อนและใบไม้ในพระราชอุทยานถูกลมพัดตกลงมาเกลื่อนกลาด และมีกิ่งไม้ใหญ่หักลงมาด้วย
คนเฝ้าสวนไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะนำกิ่งไม้เหล่านั้นไปทิ้งให้ได้ในเวลารวด เร็ว เขาเป็นกังวลมากว่าจะจัดการ
อย่างไร พระราชอุทยานจึงจะเรียบร้อยเพื่อรอรับเสด็จ มุสิกเศรษฐีผ่านไปพบพอดี จึงถามคนเฝ้าสวนว่า
          “เหตุใดท่านจึงมายืนอยู่ริมถนน มีท่าทางเป็นกังวลเช่นนี้ เราสิน่าจะกังวลเพราะฝนตกแต่เช้าตรู่ คนเก็บดอกไม้ไม่ได้ออกไปทำงาน เราจะไม่มีรายได้” คนเฝ้าสวนจึงเล่าให้ฟังว่ามีกิ่งไม้ตกลงมาในอุทยานเป็นจำนวนมากและเขาคิดไม่ตกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี
…………………………….
          ธรรมดาแล้ว สิ่งใดที่มีคนต้องการ สิ่งนั้นจะมีค่า ถ้าเราต้องการฟืน เราก็ต้องซื้อหามาด้วยเงินทอง แต่ถ้าเราไม่ต้องการเศษไม้ เศษไม้ก็ไม่มีค่า อาจจะต้องจ่ายค่าจ้างให้คนกำจัดไป ดังเช่นที่คนเฝ้าสวนกำลังประสบอยู่
ดังนั้นในเวลานั้น แรงงานมีค่า แต่ฟืนไม่มีราคาสำหรับเขา เพราะเป็นสิ่งที่เขาต้องการกำจัดไป ถ้ามุสิกเศรษฐี
ไปถามซื้อฟืนจากคนเฝ้าสวน แน่นอนว่าเขาจะเริ่มเล่นตัวและโก่งราคา หรืออาจจะขายไม่ได้ เพราะไม้อยู่
ในเขตอุทยาน แต่ถ้ารอให้เขาจ้าง มุสิกเศรษฐีก็คงไม่ได้ค่าแรง เพราะรู้อยู่ว่าคนเฝ้าสวนไม่มีเงินจะจ่ายเป็นค่าจ้าง
……………………………….
          หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว มุสิกเศรษฐีคิดว่ามีทางได้เงินและได้บุญคุณไปด้วยพร้อมกัน จึงรับอาสาคนเฝ้าสวนว่าจะนำกิ่งไม้เหล่านี้ออกไปให้โดยไม่คิดค่าจ้าง แต่ขอว่าของที่เก็บเหล่านี้ต้องเป็นของเขา คนเฝ้าสวนก็รับคำว่าเอาไปเถอะ พร้อมกับท่าทางโล่งใจมากที่มีผู้มาช่วย
          มุสิกเศรษฐีจึงเดินไปหากลุ่มเด็กรุ่นๆ ที่มักเล่นกันอยู่ประจำที่สนามเด็กเล่นท้ายพระราชวัง พร้อมกับชักชวนว่า
          “ไปช่วยเราตัดกิ่งไม้กันเถอะ เรามีน้ำและอ้อยเป็นรางวัล แล้วยังได้ไปเที่ยวเล่นในอุทยาน อันเป็นสถานที่ต้องห้ามด้วยนะ”
          เด็กเหล่านั้นนึกสนุกต่างก็แย่งกันขันอาสาที่จะไปช่วยกันเก็บกิ่งไม้ เห็นมั๊ยครับว่านี่เกิดจากปัญญาของมุสิกเศรษฐีโดยแท้ ที่ทำให้งานอันต้องใช้เงินจ้าง กลายเป็นของสนุกที่มีเด็กขันอาสามาช่วยกันทำด้วยกุศโลบายของมุสิกเศรษฐี ไม่นานนัก กิ่งไม้ทั้งน้อยและใหญ่ก็ถูกขนมากองไว้ที่หน้าประตูพระราชอุทยาน
…………………………..
          ขณะที่กำลังคิดว่าจะไปหาพาหนะใดมาช่วยขนไม้ฟืนไปขาย หรือว่าควรจะไปบอกขายของแล้วนำผู้ซื้อมารับไปเองดีกว่ากัน ก็พอดีมีช่างหม้อหลวงเดินมา เขากำลังเที่ยวหาฟืนอยู่เพื่อเผาภาชนะดินของหลวง
          เมื่อเห็นมุสิกเศรษฐียืนอยู่กับฟืนกองโตเช่นนั้น จึงถามขอซื้อทันที วันนั้นมุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์ 16 กหาปณะ และภาชนะฝีมือประณีต 5 อย่างที่ช่างหลวงสัญญาว่าจะจ่ายเป็นค่าที่เขาไม่ต้องเสียเวลาไปหาฟืน
……………………………..
          เป็นอันว่ามุสิกเศรษฐีได้เงินจากพระราชาด้วยไม้ของพระราชานั่นเองมุสิกเศรษฐีนั้นคิดว่าเมื่อมีเงินแล้วก็ต้องรู้จักใช้เงิน และการใช้เงินทางหนึ่งก็คือแบ่งปันให้กับผู้อื่นบ้าง  แม้เมื่อยังมีเงินน้อยอยู่ ก็สามารถทำได้ มุสิกเศรษฐีคิดว่าตนเองเคยกระหายน้ำมาก่อน และหาน้ำดื่มไม่ได้ เวลาที่กระหาย จึงเริ่มตั้งตุ่มน้ำไว้บริการคนหาบหญ้า 500 คนด้วยน้ำดื่ม แม้เงินที่ได้จากช่างหม้อจะไม่มากมายนัก แต่การให้น้ำก็ไม่ได้ต้องการเงินมากมายอะไร เพียงแต่คอยดูแลให้มีน้ำอยู่เสมอทุกวัน
……………………………..
          คนหาบหญ้าก็รู้สึกขอบใจมุสิกเศรษฐี และหวังตอบแทนน้ำใจเขา แต่เขาไม่ได้หวังอะไรตอบแทน
เขาเพียงแต่บอกคนหาบหญ้าว่า เมื่อใดต้องการความช่วยเหลือแล้วจะบอก เขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะต้องการความช่วยเหลือ แต่ก็เป็นความรู้สึกที่ดีสำหรับคนไร้ญาติมิตรอย่างเขา ที่จะมีมิตรอยู่ทั่วไปโดยอาศัยความเอื้อเฟื้อเป็นผู้นำทาง
………………………
          ต่อมาเมื่อมุสิกเศรษฐีมีเวลาและมีเงินมากขึ้น และเห็นว่าสิ่งที่ตนให้นั้นเป็นประโยชน์ เขาก็ได้ตั้งตุ่มน้ำไว้ให้คนเรือด้วย คือตั้งไว้ในทางที่คนเรือต้องสัญจรผ่าน เขาจึงสามารปลูกไมตรีไปทั่วด้วยประการดังนี้
…………………………………
          แล้ววันหนึ่งก็เป็นวันที่ไมตรีผลิผลโดยที่มุสิกเศรษฐีไม่ได้เรียกร้อง วันนั้นคนทำหญ้าคุยกันว่าวันรุ่งขึ้นจักมีพ่อค้าพาม้ามา 500 ตัว และคนทำหญ้าก็เล่าให้มุสิกเศรษฐีฟังด้วย เป็นไมตรีที่ผู้หยิบยื่นก็ไม่รู้ว่า กำลังยื่นทองคำมาให้เขา เพราะพวกเขาคุยกันเฉยๆ และก็คุยให้มุสิกเศรษฐีฟังมุสิกเศรษฐีจึงว่า “แน่ะท่าน ท่านเคยถามว่าข้าพเจ้าต้องการอะไรตอบแทนที่ข้าพเจ้านำน้ำมาเลี้ยงพวกท่านทุกวัน ข้าพเจ้าจะขอท่านล่ะ พรุ่งนี้ข้าพเจ้าขอหญ้าจากท่านคนละกำ และถ้าข้าพเจ้ายังไม่ได้ขายหญ้า ขอท่านอย่าขายจะได้หรือไม่”คนทำหญ้าต่างก็รับปากกันอย่างแข็งขัน พากันกล่าวว่า “ขอเพียงแค่นี้ทำไมจะไม่ได้”
……………………………..
          วันรุ่งขึ้น คนหาบหญ้าก็ให้หญ้าแก่มุสิกเศรษฐีคนละกำ 500 คนก็ 500 กำ นำมาไว้ให้ถึงประตูบ้านเลยทีเดียว ตกบ่ายวันนั้น พ่อค้าก็เดินทางมาถึงพาราณสี แต่ก็ต้องประหลาดใจมากที่หาซื้อหญ้าไม่ได้ แม้จะตระเวนไปทั่วพระนครแล้วก็ตาม คนทำหญ้าไม่รู้หายไปไหนหมดเขาเห็นหญ้ากองอยู่หน้าบ้านมุสิกเศรษฐี จึงมาอ้อนวอนขอซื้อ จะราคาเท่าใดก็ได้ เพราะม้าต้องกินหญ้า จะปล่อยให้ม้าอดอยากผอมโซก็คงขายไม่ได้ราคา และเขายังต้องอยู่ในเมืองอีกหลายวัน
          มุสิกเศรษฐีจึงขายหญ้าให้พ่อค้าแต่เพียงผู้เดียวในวันนั้น วันต่อๆ มา คนทำหญ้าก็เป็นผู้ขายหญ้าตามปกติ มุสิกเศรษฐีขอให้พวกเขาขายทีหลัง พวกเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนเพราะการที่ม้าเข้ามาในเมืองเป็นจำนวนมาก เป็นเรื่องของความต้องการที่เกินกว่าปกติและเกินต่อมาอีกหลายวัน ต่างคนต่างก็ได้เงินจากการขายหญ้าจำนวนมากด้วยกันทั้งหมด
…………………………………….
          แต่มุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์มาจากการขายหญ้าเพียงวันเดียวนั้นถึง 1,000 กหาปณะจากหญ้าจากปกติที่ไม่เคยมีราคาค่างวดเท่าใด กลับขายได้ถึงกำละ 2 กหาปณะเพราะของที่หายาก ย่อมมีราคาเสมอ
………………………………….
          หลังจากที่หาเงินได้ถึง 1,000 กหาปณะแล้ว มุสิกเศรษฐีจึงหาลู่ทางทำมาหากินอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เขาตั้งร้านค้าเล็กๆ และเก็บเงินส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์สินเงินทองของมีค่า แต่จุดหักเหในชีวิตของเขายังมีอีก
………………………….
          วันหนึ่ง มีเรือสินค้าเข้ามา เรือลำนี้เป็นเรือใหญ่มาจากแดนใต้ ในเวลานั้นคนกำลังรอสินค้าหลายอย่าง ด้วยเพิ่งพ้นฤดูมรสุม เรือลำนี้บรรทุกสินค้าหลายชนิดซึ่งเป็นที่ต้องการ คนที่ทำงานทางน้ำได้รับรับข่าวส่งต่อๆ กันมาและเล่าให้มุสิกเศรษฐีฟัง เขาจึงเห็นลู่ทางที่จะทำเงินได้จากการรู้ข่าวล่วงหน้าก่อนคนอื่น มุสิกเศรษฐีใช้เงิน 8 กหาปณะเช่ารถคันหนึ่งออกไปยังท่าเรือพร้อมบริวารก่อนเรือจะเทียบท่าเสียอีก ก่อนที่พ่อค้าคนอื่นจะได้ข่าวหรือเตรียมตัวทัน เขาแต่งกายและตระเตรียมเครื่องใช้อันจำเป็น เพื่อให้มีมาดของผู้มียศ แล้วตั้งวงม่านกั้นแดดกั้นลมเพื่อสร้างอาณาบริเวณที่จะกันมิให้ผู้อื่นเข้าถึงตัวเขาได้ง่ายอันเป็นวิสัยของผู้มียศ และเป็นวิธีสร้างโอกาสในการต่อรองราคาสินค้า
……………………………………
          มุสิกเศรษฐีได้พบกับนายเรือที่เดินทางล่วงหน้ามาด้วยเรือลำเล็กเข้ามาก่อนและสอบถามเรื่องสินค้าที่บรรทุกมา พร้อมทั้งต่อรองราคาจนเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย แล้วจึงมอบแหวนวงหนึ่งเป็นค่ามัดจำสินค้า
……………………
          หลังจากเจรจาการค้าเรียบร้อยแล้ว มุสิกเศรษฐีก็พำนักรอในวงม่านและสั่งบริวารว่า ถ้ามีใครมาขอพบให้อิดออดอยู่ 3 ครั้งก่อนพวกพ่อค้า 100 คนในเมืองพาราณสี เมื่อได้ทราบว่าเรือเข้าเทียบท่าจึงพากันออกไปเลือกซื้อสินค้า แต่ต่างก็ต้องผิดหวัง เพราะนายเรือแจ้งว่าได้ตกลงขายสินค้าทั้งลำเรือให้แก่พ่อค้าคนที่พำนักอยู่ในวงม่านนั้นหมดแล้วพวกพ่อค้าทั้งหลายต่างก็ทราบดีว่าสินค้าในเรือนั้นเป็นสินค้าคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของชาวเมือง แม้แต่พระราชาก็ยังต้องการ พวกเขาจำเป็นต้องมีสินค้าขาย จึงพากันมาพบมุสิกเศรษฐี เพื่อขอซื้อสินค้า
………………………
          บริวารของมุสิกเศรษฐีก็ทำตามคำสั่ง คือประวิงเวลาไว้ จนพ่อค้าแต่ละรายกระวนกระวายร้อนใจ จึงเปิดทางให้พบ พวกพ่อค้าเหล่านั้นสรุปการตกลงทางการค้าได้ว่า พวกเขายินดีเข้าหุ้นกับมุสิกเศรษฐี ทำให้มุสิกเศรษฐีได้เงินมา 100,000 กหาปณะ เพื่อให้พวกพ่อค้าเป็นหุ้นส่วนในสินค้าทั้งลำเรือ
……………………………………………….
          เมื่อพวกพ่อค้าคิดกันต่อไปว่า จะจัดแบ่งสินค้ากันอย่างไรระหว่างมุสิกเศรษฐีกับพวกพ่อค้า เพราะเมื่อแบ่งสินค้ากันแล้ว มุสิกเศรษฐีก็จะเป็นผู้ที่มีสินค้าในมือมากที่สุด คือถึงกึ่งหนึ่งของที่พวกพ่อค้ามีพวกพ่อค้าจึงได้ข้อเสนอใหม่ว่า พ่อค้าแต่ละคนต่างก็ตกลงจ่ายเงินให้มุสิกเศรษฐีอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อให้เขาปล่อยหุ้น พ่อค้าแต่ละคนก็จะได้เหมาสินค้าส่วนที่ตนต้องการไปเป็นของร้านค้าตนทั้งหมดเท่ากับว่ามุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์จากการขายสินค้าครั้งนี้ 200,000 กหาปณะจากแหวนเพียงหนึ่งวงที่ใช้มัดจำค่าสินค้า เหลือเชื่อไหมครับ…..
………………………………
          มุสิกเศรษฐีได้ทรัพย์ครั้งนี้มาด้วยปัญญาโดยแท้เขาได้ข่าวสารก่อนผู้อื่น………. แล้วข่าวสารนี้เขาได้มาอย่างไร…….ได้มาจากความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้คนทั่วไป ผู้ที่ให้ข่าวสารก็ไม่ได้ตั้งใจอยู่ที่ปัญญาของผู้รับฟังที่จะถอดรหัสข่าวสารออกมาเป็นวิธีการที่จะสร้าง กำไร
………………………
          อาจมีผู้สงสัยว่า เหตุใดมุสิกเศรษฐีไม่เป็นผู้ขายสินค้านั้นเองบ้างแทนที่จะขายให้พ่อค้าอื่นไปจนหมด ก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้นอีกสิ่งที่มุสิกเศรษฐีคิดก็คือ เขาต้องรู้จักประมาณตนเอง และรู้ว่าเมื่อใดควรจะจบเรื่อง เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิต เขารู้ว่าต้องมีเงินบ้างจึงจะเจรจาจนกระทั่งทำให้นายเรือเชื่อถือและรับมัดจำไว้ แต่เขาก็ไม่ได้มีเงินมากมายพอที่จะซื้อสินค้ามาไว้ในมือจำนวนมากได้ เขาเพียงแต่กะเก็งความต้องการของพ่อค้าอื่นๆ และฉวยโอกาสเท่าที่โอกาสเปิดให้เท่านั้น อีกประการหนึ่ง เขาไม่ต้องการแข่งขันกับพ่อค้าอื่นๆที่เขาขายสินค้านั้นๆ อยู่แล้ว จะเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็นตราบเท่าที่เขายังมีปัญญา เขาต้องหาทางก่อร่างสร้างตัวด้วยกิจการอื่นที่ได้ประโยชน์ต่อผู้อื่น และไม่เบียดเบียนผู้ที่ทำกิจการอยู่แล้ว
…………………
          มุสิกเศรษฐีได้เงินมา 200,000 กหาปณะ ซึ่งมากมายล้นเหลือในชีวิตของเขา ถ้าเป็นเรา เราจะนำเงินนั้นไปทำอะไร ลองคิดกันดูนะครับ
……………………….
          นี่เป็นวิธีใช้เงินของมุสิกเศรษฐีเมื่อเขาได้เงินมานั้น ก็มาคิดได้ว่าที่เขามีทรัพย์ได้ถึงเพียงนี้ก็เพราะท่านจุลลกะ เป็นผู้ชี้เรื่องหนูตาย ทำให้เขาได้ความคิดเขาควรมีกตัญญู เขาจึงไปขอพบท่านจุลลกเศรษฐี แล้วแบ่งทรัพย์ให้ท่ากึ่งหนึ่งในชั้นต้น ท่านเศรษฐีสงสัยว่า เขาแบ่งทรัพย์ให้ท่านทำไมเขาจึงเล่าเรื่องนับแต่ได้หนูตายให้ฟัง ท่านเศรษฐีได้รับฟังแล้วจึงพอใจในความมีกตัญญูและรู้จักหาทรัพย์ของเขา จึงได้ยกธิดาให้เป็นภริยาของเขา
ทั้งสองสามีภรรยาก็ได้ทำงานมีกิจการของตนเอง เมื่อจุลลกเศรษฐีถึงแก่กรรมพระราชาจึงแต่งตั้งให้มุสิกเศรษฐีเป็นเศรษฐีแห่งพาราณสีสืบมา
---------------------------------------------------------------------------------------
          แล้ววันนี้แหละ คุณเห็นช่องทางแล้วหรือยังผมเห็นแล้ว จาก Angtylove2 แห่งนี้นี่แหละปล. แง่คิดที่ผมได้นะคับ

1. คนเราอาจจะไม่สำเร็จกับการทำธุรกิจอย่างแรกเสมอไป ถ้าเราล้มก็ลุกขึ้นต่อคับ
2. ทำให้คนอื่นชอบเราเค้าไว้ถึงแม้วันนี้เรายังไม่ต้องการความ ช่วยเหลือก็ตาม
3. สิ่งที่กั้นระหว่างคนที่สำเร็จกับคนที่ล้มเหลวอยู่ ที่การกระทำคับ เพราะคนที่สำเร็จเค้ากล้าที่จะลองผิดลองถูก
ล้มแล้วกล้าที่จะสู้ใหม่ ส่วนคนที่ล้มเหลว อาจเพราะได้แต่คิดว่าจะทำ แต่ไม่ลงมือทำ หรืออาจทำไปแล้วพลาด
และไม่กล้าลุกมาใหม่จึงกลายเป็นคนที่ล้มเหลวอยู่จนถึงทุกวันนี้..
4. คุณไม่ได้ล้มเหลว 1000 ครั้ง แต่คุณค้นพบสิ่งที่ไม่สำเร็จ 1000 อย่างเท่านั้นเอง (จะสุขจะทุกข์มันอยู่ที่มุมมอง)

ความแตกต่าง ระหว่าง คนรวย กับ คนชั้นกลาง

วันนี้ขอนอกเรื่องหน่อยนะครับ ไม่รู้ว่าจะเข้ากับชีวิตใครหลาย ๆ คนหรือเปล่ามาอ่านกันเลยครับ
10 ความแตกต่าง ระหว่าง คนรวย กับ คนชั้นกลาง
ความแตกต่างข้อแรกก็คือ เศรษฐีนั้นคิดยาวแต่คนชั้นกลางคิดสั้น
          ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือคนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ
คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือคิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปี ๆ หรือเป็นสิบ ๆ ปี ในใจของคนจนนั้น เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก
ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วนคนรวยนั้น เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้เขาอดออมและลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน และนี่คือสูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง

ข้อสอง คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น
          นี่คงไม่ได้หมายถึงว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่าคนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจนและมักจะเป็นคนที่มีแนวความคิดดี ๆ หรือมีมุมมองต่าง ๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ “ซุบซิบนินทา” เป็นนิจสิน ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น

ข้อสาม คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
          คนชั้นกลางรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชินในขณะที่คนรวยนั้นคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงนั้นมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้
เบื้องหลังนิสัยนี้อาจจะมาจากการที่คนรวยมีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลางที่มักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ ๆ ได้

ข้อสี่ คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง
          นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยนั้นจะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดีจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริง ๆ นั้นจะมีน้อยมาก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ
คนชั้นกลางส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความผันผวนของราคาโดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้วมันอาจจะมีความคุ้มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง “บ้าบิ่น” เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยนั้นจะต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

ข้อห้า คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน
          นิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริง ๆ เพราะในความรู้สึกของผมเอง การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐานที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนนั้นยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้น ความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน โดยนัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะที่คนชั้นกลางนั้น พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ ๆ และความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไปเพราะไม่มีการสอนในโรงเรียนก็คือ ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวยมักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำไปสู่ความร่ำรวยได้

ข้อหก คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง
          คนรวยมองว่านี่คือหนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่าแม้ว่าจะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลางนั้นมักจะไม่กล้าเสี่ยงและอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเองนั้น มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้

ข้อเจ็ด คนรวยเชื่อว่าพวกเขาจะต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ
          ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเม้นท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคนที่ไม่ค่อยบอกหรือรู้กันยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิลเกต

ข้อแปด คนรวยมีแหล่งรายได้หลากหลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง
          ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่งเพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนในทรัพย์สินหลาย ๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็นหลัก

ข้อเก้า คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน
          เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนโดยมองที่ภาพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องเสียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงานเพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขาจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง

สุดท้าย ข้อสิบ คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบและเสียกำลังใจเช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร ?



แต่ผมว่าวิธีคิดอย่างเดียวมันไม่อาจจะช่วยได้ทั้งหมดหรอกนะ
มันต้องบวกกับการลงมือทำอย่างจริงจังของเราเพิ่มเติมลงไปด้วย
ถึงจะประสบความสำเร็จในชีวิต