การเพาะเห็ดหูหนูบนท่อนไม้
อุปกรณ์
•ฆ้อนเจาะรูท่อนไม้
•ฝาหรือจุกพลาสติกปิดรูที่เจาะ
•ท่อนไม้ เช่น ไม้ยางพารา ไม้กระถิน ไม้แค ไม้ข่อย ไม้งิ้ว ไม้นุ่น ไม้ไทร ไม้มะม่วง ไม้ขนุน และไม้ก้ามปู
•เชื้อเห็ดหูหนู
การเตรียมท่อนไม้
ท่อนไม้ที่จะนำมาเพาะเห็ดควรมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-12 ซม. และมีความยาวประมาณ 1 เมตร ควรเป็นท่อนไม้ที่ตัดมาใหม่ ๆ และไม่มียาง ถ้าเป็นท่อนไม้ยางพาราควรทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ยางแห้ง
การเจาะรูบนท่อนไม้
โดยทั่วไปใช้วิธีการเจาะ 2 แบบ คือ แบบใช้เหล็กตอกปะเก็นหรือฆ้อนสำหรับเจาะรูเห็ดหูหนู กับการใช้สว่านไฟฟ้าขนาดดอกสว่านที่ใช้ 4-5 หุน ควรเจาะท่อนไม้ให้ลึกพอประมาณและให้รอยเจาะอยู่ห่างกัน 8-10 ซม. ให้เป็นแถวโดยแต่ละแถวห่างกัน 6-8 ซม. เจาะให้มีลักษณะเป็นแถวสลับแบบฟันปลา
การใส่เชื้อในท่อนไม้
ใช้ลวดแข็ง ๆ ที่สะอาดและเผาไฟฆ่าเชื้อแล้วตีเชื้อเห็ดที่เจริญบนขี้เลื่อยให้ละเอียด พร้อมกับค่อนเทใส่รูที่เจาะบนท่อนไม้ จากนั้นให้ใช้ตะเกียบที่สะอาดลนไฟฆ่าเชื้อ แล้วกระทุ้งเชื้อเห็ดที่ใส่ในรูให้เชื้ออัดค่อนข้างแน่น แล้วอุดจุกด้วยยางสำเร็จรูป และใช้ฆ้อนทุบจุกกยางให้แน่นหลังจากนั้นให้อุดด้วยขี้ผึ้งไม่ให้น้ำเข้าไปถูกเชื้อเห็ด
การพักท่อนเชื้อ (การบ่มเชื้อ)
การบ่มหรือพักท่อนเชื้อให้บ่มในที่ร่ม โดยวางท่อนไม้แบบการวางหมอนรถไฟ ให้แต่ละท่อนห่างกกัน 1-2 ซม. หรือจะวางซ้อนกันก็ได้ ในระยะที่บ่มท่อนเชื้อต้องคอยระมัดระวังด้านความสะอาด ความชื้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจำเป็นต้องรดน้ำให้กับท่อนเชื้อบ้าง และควรมีการกลับท่อนเชื้อ โดยนำท่อนเชื้ออยู่ข้างล่างขึ้นข้างบน และท่อนเชื้อที่อยู่ข้างบนลงล่าง หลังบ่มท่อนเชื้อได้ 30-45 วัน เส้นใยจะเจริญเต็มท่อนไม้ ขั้นตอนต่อไปหลังจากการบ่มเชื้อแล้วก็คือ
การทำให้เกิดดอก
โดยย้ายไม้เข้าโรงเรือนเปิดดอก ซึ่งภายในโรงเรือนจะมีราวไม้สำหรับพาดท่อนไม้ ราวไม้แต่ละแถวห่างกันประมาณ 1.5 เมตร นำไม้ที่ผ่านระยะบ่มเชื้อแล้วมาแช่น้ำประมาณ 12-20 ชั่วโมง น้ำที่ใช้แช่ไม่ควรมีอุณหภูมิประมาณ 13-18 องศาเซลเซียส เพื่อกระตุ้นให้เห็ดออกดอกเร็วขึ้น และจะทำให้ไม้อ่อนตัวลง หลังจากแช่น้ำแล้วใช้ค้อนทุบตรงหัวไม้เรือนเปิดดอก ใช้ผาพลาสติกคลุมกองไม้ไว้ 3-4 วัน หรือจนกระทั่งออกดอกแต่บางแห่งนิยมคลุมไว้เพียง 1-2 วัน แล้วจึงเปิดพลาสติกออก ดอกเห็ดจะเกิดขึ้นหลังจากเอาไม้เข้าไปในโรงเรือนแล้วประมาณ 4-5 วัน รดน้ำวันละ 2 ครั้ง และผลผลิตจะเก็บได้หลังจากนั้นไปอีกประมาณ 4-5 วัน ระยะเวลาในการเก็บจะเก็บได้เรื่อย ๆ ประมาณ 10-12 วัน และเมื่อสังเกตว่าดอกเห็ดมีน้อยลงหรือมีแต่ดอกเล็ก ๆ ให้เริ่มต้นขั้นตอนการพักไม้หรือบ่มเชื้อไม้ ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าไม้จะผุ ซึ่งถ้าปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกวิธีแล้ว ไม้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10-15 เซนติเมตร ยาว 1 เมตร จะเก็บผลผลิตได้ประมาณ 6-10 กิโลกรัม
การเก็บดอกเห็ดหูหนูที่เพาะจากท่อนไม้
ให้เลือกเก็บเมื่อดอกเห็ดโตเต็มที่แต่ยังไม่สร้างสปอร์ จะได้น้ำหนักเห็ดดีที่สุด ทำการเก็บเห็ดออกจากท่อนไม้มาทั้งกระจุก เพื่อที่จะให้ดอกเห็ดรุ่นต่อไปเจริญออกมาใหม่ได้ และสามารถเก็บดอกเห็ดได้ประมาณ 5-6 เดือน ดอกเห็ดก็จะเริ่มหมด แต่ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดดอกเห็ดอีก โดยใช้ฆ้อนทุบด้านบนของท่อนไม้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เส้นใยเจริญเติบโตใหม่
การปฏิบัติหลังการเก็บดอกเห็ดหูหนู•การล้างทำความสะอาดดอกเห็ดหูหนู
•การนำดอกเห็ดแช่น้ำ 3-4 ชั่วโมง
•นำดอกเห็ดมาผึ่งลมบนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ 30-45 นาที
•การบรรจุเห็ดหูหนูสดเพื่อรอการจำหน่าย
Translate
วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557
วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2557
ราเมือก
ราเมือก ความเสียหายชั่วข้ามคืน
ผมเป็นคนที่โชคดีคนหนึ่งที่เพาะเห็ดครั้งแรกก้อเจอราสารพัด ราเขียว ราส้ม ราดำ ราเมือก มาชุมนุมกันโดยไม่ได้นัดหมายครั้งแรกที่ผมเจอราเมือกผมคิดว่า ใครมาทำนมหกในนี้วะ 55+ นั้นก้อเพราะว่าลักษณะที่เจอมันคล้ายนมมาก สีขาวเหมือนนมแช่แข็ง จับดูจะละลายคล้ายน้ำ ลามเร็วกว่าระบบ 3 G ของไทยเราซะอีก สำหรับใครไม่เจอราราเมือกก้อถือว่าโชคดีนะ
ราเมือก โดยทั่วไปมีอยู่สี่ประเภทอันนี้ถามลุงกูเกิลดู ^ ^" แต่ที่เราเจอในการเพาะเห็ดฟางมีอยู่ 2 แบบนะครับคือ เป็นสีขาวหรือเหลืองจับกลุ่มเป็นก้อนลักษณะนูนคล้ายหนอนหรือปลิง ด้านล่างจะเดินเส้นใยคล้ายกับรากของต้นไม้ อย่างที่สองลักษณะคล้ายกันกับอย่างแรกแต่เส้นใยเดินคล้ายรูปของพัด ส่วนอีกสองอย่างที่เหลือจะพบในเห็ดถุงมากกว่าจึงไม่ขอกล่าวถึง ราเมือก เกิดใด้ในวัสดุเก่าและวัสดุที่เกิดการเน่า วัสดุที่ทับถมกัน เติบโตในวัสดุที่มีความชื้นต่ำ จุดที่มีวามเสี่ยงที่จะเกิดคือ ทลายปาล์มที่เม็ดติดมาด้วย การวางทลายหรือวัสดุเพาะทับกันเยอะและเกิดวามแห้งตรงกลาง วัสดุเพาะขาดอาหารและเก่า ราเมือกลามเร็วมากมันจะเดินใยหากินที่วัสดุ จุลินทรีย์หรือแม้แต่แบคทีเรีย รวมไปถึงเส้นใยเห็ดเราด้วย สามารถข้ามชั้นเพาะใด้ยังกะมันมีขาเลยละ แค่หนึ่งคืนก้อสามารถลามได้ทุกชั้นหรือก่อตัวและหยดลงพื้น ใยอาจจะสังเกตุด้วยตาไม่ค่อยเห็นเพราะ มันจะเดินเส้นใยในวัสดุถ้าเปิดดูจะเห็นคล้ายรากไม้ หลังจากนั้นเห็ดจะออกน้อยจนกระทั่งไม่ออกเลย
วิธีกำจัด เคยลองมาหลายวิธีเหมือนกัน ตั้งแต่ EM ปูนขาว น้ำร้อน สารพัด แต่ไม่สามารถหยุดความร้อนแรงของเขาได้ พึ่งมารู้ทีหลังว่าถ้าเจอราเมือกห้ามเอาน้ำราดหรือฉีด -"- เพราะมันจะลามเร็วขึ้น ดังนั้นถ้าเจอราตัวนี้แรกๆให้เก็บทิ้งออกจากโรงทันทีระยะจากที่เจอประมาณ 30 ซม. เก็บทิ้งให้หมด ก้อจะช่วยได้ หลังจากเก็บออกงดให้น้ำหรือฉีดน้ำสังเกตุที่พื้นจุดที่ราเมือกหยดลงมาใช้ ปูนขาวโปะไว้เลย หลังจากทำการเพาะเสร็จแล้วทำความสะอาดโรงให้ดีๆ
ผมเป็นคนที่โชคดีคนหนึ่งที่เพาะเห็ดครั้งแรกก้อเจอราสารพัด ราเขียว ราส้ม ราดำ ราเมือก มาชุมนุมกันโดยไม่ได้นัดหมายครั้งแรกที่ผมเจอราเมือกผมคิดว่า ใครมาทำนมหกในนี้วะ 55+ นั้นก้อเพราะว่าลักษณะที่เจอมันคล้ายนมมาก สีขาวเหมือนนมแช่แข็ง จับดูจะละลายคล้ายน้ำ ลามเร็วกว่าระบบ 3 G ของไทยเราซะอีก สำหรับใครไม่เจอราราเมือกก้อถือว่าโชคดีนะ
ราเมือก โดยทั่วไปมีอยู่สี่ประเภทอันนี้ถามลุงกูเกิลดู ^ ^" แต่ที่เราเจอในการเพาะเห็ดฟางมีอยู่ 2 แบบนะครับคือ เป็นสีขาวหรือเหลืองจับกลุ่มเป็นก้อนลักษณะนูนคล้ายหนอนหรือปลิง ด้านล่างจะเดินเส้นใยคล้ายกับรากของต้นไม้ อย่างที่สองลักษณะคล้ายกันกับอย่างแรกแต่เส้นใยเดินคล้ายรูปของพัด ส่วนอีกสองอย่างที่เหลือจะพบในเห็ดถุงมากกว่าจึงไม่ขอกล่าวถึง ราเมือก เกิดใด้ในวัสดุเก่าและวัสดุที่เกิดการเน่า วัสดุที่ทับถมกัน เติบโตในวัสดุที่มีความชื้นต่ำ จุดที่มีวามเสี่ยงที่จะเกิดคือ ทลายปาล์มที่เม็ดติดมาด้วย การวางทลายหรือวัสดุเพาะทับกันเยอะและเกิดวามแห้งตรงกลาง วัสดุเพาะขาดอาหารและเก่า ราเมือกลามเร็วมากมันจะเดินใยหากินที่วัสดุ จุลินทรีย์หรือแม้แต่แบคทีเรีย รวมไปถึงเส้นใยเห็ดเราด้วย สามารถข้ามชั้นเพาะใด้ยังกะมันมีขาเลยละ แค่หนึ่งคืนก้อสามารถลามได้ทุกชั้นหรือก่อตัวและหยดลงพื้น ใยอาจจะสังเกตุด้วยตาไม่ค่อยเห็นเพราะ มันจะเดินเส้นใยในวัสดุถ้าเปิดดูจะเห็นคล้ายรากไม้ หลังจากนั้นเห็ดจะออกน้อยจนกระทั่งไม่ออกเลย
วิธีกำจัด เคยลองมาหลายวิธีเหมือนกัน ตั้งแต่ EM ปูนขาว น้ำร้อน สารพัด แต่ไม่สามารถหยุดความร้อนแรงของเขาได้ พึ่งมารู้ทีหลังว่าถ้าเจอราเมือกห้ามเอาน้ำราดหรือฉีด -"- เพราะมันจะลามเร็วขึ้น ดังนั้นถ้าเจอราตัวนี้แรกๆให้เก็บทิ้งออกจากโรงทันทีระยะจากที่เจอประมาณ 30 ซม. เก็บทิ้งให้หมด ก้อจะช่วยได้ หลังจากเก็บออกงดให้น้ำหรือฉีดน้ำสังเกตุที่พื้นจุดที่ราเมือกหยดลงมาใช้ ปูนขาวโปะไว้เลย หลังจากทำการเพาะเสร็จแล้วทำความสะอาดโรงให้ดีๆ
เรื่องขี้ ๆ ที่อาจมีประโยชน์
ลองเลือกดูนะครับว่าจะใช้ขี้อะไรดีใส่พืชผักของเรา
ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียมขี้วัว 0.32-1.2 0.21-0.39 0.16-3.10
ขี้หมู 0.6-2.2 0.23-0.46 0.44-1.33
ขี้ไก่ 1.2-4.9 0.7-4.1 0.47-3.50
ขี้ค้างคาว 0.1-2.9 0.26-16.0 0.33-18.3
ปุ๋ยขี้ไก่และขี้เป็ด จะมีปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าขี้หมู และขี้หมูจะปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าขี้วัว และขี้ควาย ปุ๋ยคอกใหม่ ๆ จะมีปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าปุ๋ยคอกที่เก่าและเก็บไว้นาน ทั้งนี้เนื่องจากส่วนของปุ๋ยที่ละลายได้ง่ายจะถูกชะล้างออกไปหมด บางส่วนก็กลายเป็นก๊าซสูญหายไป
ขี้ไก่ ต้องหมัก ให้หายร้อนก่อนนะครับ ก่อนจะเอาไปใช้งาน
ขี้วัวทุ่ง ก็ ต้องหมัก เพื่อกำจัดเมล็ดวัชพืชครับ
น้ำหมัก ใช้ อะไรเป็นวัตถุดิบในการหมักก็ได้ครับ
วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556
การเลือกเชื้อเห็ดฟาง
มีคนถามเข้ามาเยอะเหมือนกันนะครับ สำหรับการเลือกชื้อเชื้อเห็ดฟาง เอาง่ายๆ เนื้อๆ เลยนะครับ เชื้อเห็ดฟางที่เราใช้มีอยู่ 2 แบบครับ คือพันธ์เบา และพันธ์หนัก
สายพันธุ์เบาหาง่าย ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด คือเกิดดอกเห็ดเร็ว ดอกเล็ก เปลือกบาง จำนวนดอกเห็ดมาก เก็บผลผลิตหมดเร็ว มีโอกาสกลายพันธุ์สูงมาก แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเชื้อที่ได้มาสายพันธุ์เป็นอย่างไร ? มีวิธีเดียวคือ เพาะทดสอบ โดยการนำเชื้อเห็ดอย่างน้อ 2 ยี่ห้อ มาเพาะเปรียบเทียบ ในโรงเรือนเพาะเดียวกัน 10 วันก็จะรู้ผล เชื้อที่นำมาเพาะเปรียบเทียบ ควรเป็นเชื้อที่มีอายุเท่ากัน คืออ่อนก็อ่อนเหมือนกัน( ไม่ใช่เอาเด็กกับคนแก่มาวิ่งแข่งกัน) พอรู้แล้วจะเลือกได้ถูกว่าควรจะใช้สายพันธุ์ไหนดี (แล้วแต่ชอบครับ)
พันธ์หนักเป็นสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการคือ เปลือกดอกหนา ดอกใหญ่ น้ำหนักดี แต่หายากมากครับ เพราะว่าเห็ดฟางเป็นเห็ดที่ไม่ตรงตามสายพันธุ์ทุกดอก ถ้าตรงสายพันธุ์ทุกดอกเหมือนเห็ดนางรม/นางฟ้า เป็นการง่ายที่จะพัฒนาเรื่อง หัวเชื้อเห็ดฟางครับ ยิ่งพูดก็ยิ่งลึกลงไปใหญ่ ( ชักจะงง ) เอาเป็นว่า เวลาใช้เชื้อเห็ด อย่าใช้เชื้อตัวเดียว ต้องอย่างน้อย 2 ตราเสมอ เป็นการเปรียบเทียบกันไปในตัว จะได้เลือกใช้ได้ถูกต้อง บางคนไม่สนใจเลย เคยใช้อย่างไรก็อย่างนั้น (ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร) อย่างการอบไอน้ำก็เหมือนกัน (ลองถามเพื่อนซิว่าอบไปทำไม ไม่อบไม่ได้หรือ บางคนยิ่งแย่ไปใหญ่ บอกให้ก็ไม่ฟัง พูดคำเดียว ว่าเคยอบอย่างนี้เห็ดมันออกดี ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรเหมือนกัน เพราะแต่ก่อนผู้เขียนก็เคยเป็นเหมือนกัน55555555555


สายพันธุ์เบาหาง่าย ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด คือเกิดดอกเห็ดเร็ว ดอกเล็ก เปลือกบาง จำนวนดอกเห็ดมาก เก็บผลผลิตหมดเร็ว มีโอกาสกลายพันธุ์สูงมาก แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเชื้อที่ได้มาสายพันธุ์เป็นอย่างไร ? มีวิธีเดียวคือ เพาะทดสอบ โดยการนำเชื้อเห็ดอย่างน้อ 2 ยี่ห้อ มาเพาะเปรียบเทียบ ในโรงเรือนเพาะเดียวกัน 10 วันก็จะรู้ผล เชื้อที่นำมาเพาะเปรียบเทียบ ควรเป็นเชื้อที่มีอายุเท่ากัน คืออ่อนก็อ่อนเหมือนกัน( ไม่ใช่เอาเด็กกับคนแก่มาวิ่งแข่งกัน) พอรู้แล้วจะเลือกได้ถูกว่าควรจะใช้สายพันธุ์ไหนดี (แล้วแต่ชอบครับ)
พันธ์หนักเป็นสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการคือ เปลือกดอกหนา ดอกใหญ่ น้ำหนักดี แต่หายากมากครับ เพราะว่าเห็ดฟางเป็นเห็ดที่ไม่ตรงตามสายพันธุ์ทุกดอก ถ้าตรงสายพันธุ์ทุกดอกเหมือนเห็ดนางรม/นางฟ้า เป็นการง่ายที่จะพัฒนาเรื่อง หัวเชื้อเห็ดฟางครับ ยิ่งพูดก็ยิ่งลึกลงไปใหญ่ ( ชักจะงง ) เอาเป็นว่า เวลาใช้เชื้อเห็ด อย่าใช้เชื้อตัวเดียว ต้องอย่างน้อย 2 ตราเสมอ เป็นการเปรียบเทียบกันไปในตัว จะได้เลือกใช้ได้ถูกต้อง บางคนไม่สนใจเลย เคยใช้อย่างไรก็อย่างนั้น (ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร) อย่างการอบไอน้ำก็เหมือนกัน (ลองถามเพื่อนซิว่าอบไปทำไม ไม่อบไม่ได้หรือ บางคนยิ่งแย่ไปใหญ่ บอกให้ก็ไม่ฟัง พูดคำเดียว ว่าเคยอบอย่างนี้เห็ดมันออกดี ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรเหมือนกัน เพราะแต่ก่อนผู้เขียนก็เคยเป็นเหมือนกัน55555555555
โรคเน่าในเห็ดฟาง
ปกติโรคเน่าในเห็ด มักจะเกิดจากกองเพาะเปียกชื้น
อันเนื่องมาจาก การหมักของวัสดุเพาะ ดังนั้นหากคุณควบคุมความชื้นให้พอดีมักจะไม่มี
ปัญหาอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่คนทำเห็ดมักจะมองข้ามเสมอก็คือเรื่องการ
ทำสะอาดโรงเรือนหลังรื้อกองเพาะทิ้ง ให้กลับไปอ่านในเรื่องการล้าง
โรงเรือนให้ดี โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้เทพื้นปูนภายในโรงเรือน
มักจะเจอปัญหา ตามมาที่หลังหลังจากที่เพาะเห็ดไปแล้วสักพักหนึ่ง เพาะในโรงเรือนมี
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อจุลรินทรีย์เป็นอย่างมาก และถ้าเป็นพื้นดิน
แล้วยิ่งทำให้เกิดการสะสมโรคมากขึ้น
ปูนที่ใช้ล้างโรงเรือนควรเป็นปูนขาว ที่ใช้ในการก่อสร้าง ไม่ควรใช้ปูนมาน
จะช่วยให้พื้นดินของคุณในโรงเรือน อยู่ในสภาพที่ดีขึ้น และหลังจากตากโรงเรือนแห้งแล้ว ก่อนใช้งานจะต้อง
ทำการล้างซ้ำอีกครั้งก่อนขนวัสดุเพาะเข้าโรงเรือน
ไม่เช่นนั้นคุณจะมีปัญหา ว่าทำไมทำทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ได้ผลผลิตไม่เหมือนเดิม
และอันนี้เป็น สาเหตุสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่คนทำเห็ดต้องเลิกทำเพาะขาดทุน
อุปสรรคที่ต้องรู้ในการเพาะเห็ดฟาง
โรคราเม็ดผักกาด มักเกิดกับกองเห็ดฟางที่ใช้ฟางเก่า เก็บค้างปี ตากแดดตากฝนมาก่อน ลักษณะที่สังเกตเห็นคือเส้นใยของเชื้อรา มีลักษณะหนากว่าเส้นใยของเห็ดฟาง เริ่มเกิดขึ้นได้ในวันที่ 3 หรือ 4 ของการเพาะและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
โรคราเม็ดผักกาด ในการเพาะเห็ดฟางส่วนใหญ่สุดท้ายจะเป็นผืนเส้นใย แห้งคาไว้ดังรูป และบางครั้งก็จะจับตัวเป็นเม็ดสีขาวเล็ก ๆ คล้ายกับ เห็ดฟางเริ่มจับดอก แต่จะไม่โต สุดท้ายจะหายไปในเห็ดฟาง แต่ใยพืชอื่นจะ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ในการเพาะแบบโรงเรือนโรคนี้เกิดจากการอบไอน้ำ ได้ไม่ถึง 60 องศา ในการหมักวัสดุเพาะถ้าอุณหภูมิสูงไม่ถึง 55 องศา คืออาจ จะหยุดที่ ประมาณ 45-50 องศา แสดงว่าสูตรอาหารของคุณต้องเพิ่มอาหารเสริม ประเภท ปุ๋ย รำ มูลสัตว์ ให้มากขึ้นในการทำงานครั้งต่อไป เพื่อกระตุ้นการทำงาน ของจุลินทรีย์ให้ทำงานให้ดีขึ้น และในกรณีที่ความร้อนในกองเพาะหยุด เพิ่มขึ้น คุณก็จะต้องทำการกลับกองเพาะและก็ให้เพิ่มยูเรียเข้าไปอีก จะช่วยให้ อุณหภูมิสูงขึ้น
ราเม็ดผักกาด
จะพบเห็นในช่วงต้นของการเพาะเท่านั้น หากอบไอน้ำ ถูกต้อง ถึงแม้จะเก็บผลผลิตยาวนานอย่างพวกที่ใช้ทะลายปาล์ม ก็จะไม่เกิดราตัวนี้ขึ้นมาภายหลัง ยกเว้นแต่ตัวคุณเองเป็น พาหนะนำโรคจากที่อื่นเข้ามาในโรงเรือนครับ เวลาโรงเรือนใดมีปัญหา
ต้องเช่น ราเขียว เวลาจะรื้อส่วนที่เป็นโรคทิ้ง
เสร็จแล้วคุณจะต้องล้างมือ อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าทำงานใหม่ ไม่เช่นนั้นมันก็จะไปติดที่อื่น ๆ
อีก
ในการเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย หรือตะกร้า ไม่ว่าใช้วัสดุประเภทใดเป็นวัสดุ เพาะ ถ้าใช้วัสดุเพาะที่เก่าเก็บ และยิ่งถ้าโดนน้ำโดนฝนมา โอกาสที่จะ เกิดปัญหาราเม็ดผักกาดได้สูงครับอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กองหมักวัสดุเพาะอุณหภูมิสูงไม่ถึง 55 องศาก็คือวัสดุเพาะเปียกไป ถ้าเป็นในกรณีนี้กองเพาะจะเหม็นเน่าโดยอุณหภูมิไม่สูง อันนี้จะทำให้กองเพาะไม่มีธาตุอาหารเห็ดเท่าที่ควร จะมีผลทำให้เห็ดเกิดเป็นดอเห็ดเล็ก ๆ อยู่ใกล้ ๆ กันเป็นหย่อม ๆ กล่าวคือมีดอกเห็ดจำนวนมากแต่ดอกเล็กและไม่มีน้ำหนัก แต่ถ้าเหม็นโดยมีอุณหภูมิสูงแสดงว่ามีธาตอาหารครับ แต่ต้องระวังในเรื่องของค่า p.h. ต้องไม่ต่ำกว่า 6 ครับถ้าต่ำกว่า 6 ความเป็นกรดนี้จะทำให้ เห็ดไม่สามารถจับตัวเป็นดอกเห็ดได้โดยสังเกตง่าย ๆ ว่าวัสดุเพาะจะมีกลิ่นฉุนมากครับ ความรู้พวกนี้เป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ ฟังดูจุกจิก แต่ถ้าคุณทำงานมีปัญหาอยู่ไอ้ความรู้จุกจิกเหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหาที่คุณมีอยู่โดยไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไรใครทำงานมีปัญหาอย่างไรก็เล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ จะได้เป็นประโยชน์กับคนอื่น ๆ ด้วย
ในการเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย หรือตะกร้า ไม่ว่าใช้วัสดุประเภทใดเป็นวัสดุ เพาะ ถ้าใช้วัสดุเพาะที่เก่าเก็บ และยิ่งถ้าโดนน้ำโดนฝนมา โอกาสที่จะ เกิดปัญหาราเม็ดผักกาดได้สูงครับอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กองหมักวัสดุเพาะอุณหภูมิสูงไม่ถึง 55 องศาก็คือวัสดุเพาะเปียกไป ถ้าเป็นในกรณีนี้กองเพาะจะเหม็นเน่าโดยอุณหภูมิไม่สูง อันนี้จะทำให้กองเพาะไม่มีธาตุอาหารเห็ดเท่าที่ควร จะมีผลทำให้เห็ดเกิดเป็นดอเห็ดเล็ก ๆ อยู่ใกล้ ๆ กันเป็นหย่อม ๆ กล่าวคือมีดอกเห็ดจำนวนมากแต่ดอกเล็กและไม่มีน้ำหนัก แต่ถ้าเหม็นโดยมีอุณหภูมิสูงแสดงว่ามีธาตอาหารครับ แต่ต้องระวังในเรื่องของค่า p.h. ต้องไม่ต่ำกว่า 6 ครับถ้าต่ำกว่า 6 ความเป็นกรดนี้จะทำให้ เห็ดไม่สามารถจับตัวเป็นดอกเห็ดได้โดยสังเกตง่าย ๆ ว่าวัสดุเพาะจะมีกลิ่นฉุนมากครับ ความรู้พวกนี้เป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ ฟังดูจุกจิก แต่ถ้าคุณทำงานมีปัญหาอยู่ไอ้ความรู้จุกจิกเหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหาที่คุณมีอยู่โดยไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไรใครทำงานมีปัญหาอย่างไรก็เล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ จะได้เป็นประโยชน์กับคนอื่น ๆ ด้วย
วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
ตอบคุณ อ๊อฟแอฟ อ๊อฟแอฟ
วิธีการหมักวัสดุเพาะโดยใช้ขี้ฝ้ายเป็นวัสดุเพาะ
ที่ใช้ในการเพาะแบบโรงเรือน
1.นำก้อนขี้ฝ้ายลงบ่อแช่ ใช้คราดหรือคราดมือเสือตะกุยออกโดยฉีดน้ำรดตลอดจนหมดก้อน โดยอย่าให้น้ำล้นออกไป ปริมาณน้ำที่ใช้เพียงแค่พอแช่ขี้ฝ้ายได้เปียกหมด เพื่อไม่ให้สูญเสียธาตุอาหารไปกับน้ำ ย่ำให้ทั่ว หรือใช้คราดตะกุยไปจนขี้ฝ้ายเปียกน้ำทั่ว หากมีเปลือกถั่วก็ให้ใส่ลงไปผสมแล้วย่ำไปด้วยกัน
2.หากคุณทำบ่อแช่ตามที่ผมเคยกล่าวไว้ การสะเด็ดน้ำก็เพียงแต่โกยขึ้นมาไว้ตรงส่วนสูงของบ่อ โดยโกยให้สูง 70 ซ.ม. หาผ้าคลุมทับด้วยของหนัก แล้วจับอุณหภูมิในกองวัสดุ (ให้จับลึกลงไป 30-40 ซ.ม. จากขอบกองหมัก) หากวัสดุเพาะมีอุณหภูมิ 50 – 55 องศา (จับอุณหภูมิว่าใช้เวลาเท่าไร จึงได้อุณหภูมิ 50 – 55 องศา) ก็แสดงว่าใช้ได้แล้ว ให้ทำการกลับกอง โดยใช้คราดมือเสือตะกุยออกจากบ่อ หากคุณไม่ทำบ่อแบบที่ผมบอกในตอนต้น คุณจะต้องใช้การโกยขึ้นจากบ่อซึ่งจะเสียเวลามาก
3.การกลับกอง ให้กองวัสดุเพาะหนาเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นหนา 15 – 20 ซ.ม โดยแต่ละชั้นให้โรยอาหารเสริมตามสูตรของคุณที่มี เช่น ยิปซั่ม รำ ปูนขาว ปุ๋ย E.M ให้พอดีหมดตามส่วน โดยให้ความสูงของกองหมัก 70 ซ.ม ยาวไปเรื่อยจนหมดวัสดุเพาะ จับอุณหภูมิวัสดุเพาะว่าใช้เวลาเท่าไร จึงจะมีอุณภูมิสูงขึ้นถึง 50-55 องศา จะต้องกลับกองหมัก เพื่อให้กองหมักได้รับออกซิเจน และให้ก๊าซแอมโมเนีย(กลิ่นเหม็น)ที่เกิดจากการหมักจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการหมักเพื่อย่อยสลายธาตุอาหาร
4.จำนวนครั้งของการกลับกองวัสดุ ให้สังเกตจากว่า หากอุณหภูมิของกองหมักสูงขึ้นถึง 50 – 55 องศา โดยใช้เวลามากขึ้น ก็แสดงว่าขบวนการย่อยสลายของจุลรินทรีย์ ดำเนินไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว
การใข้วัสดุเพาะอื่นที่ไม่ใช่ขี้ฝ้ายก็ใช้หลักการเดี่ยวกันครับ และเหตุผลที่ผมไม่ระบุจำนวนวันและจำนวนครั้งที่กลับกองเพราะ
1.อุณหภูมิของอากาศ ผมเคยเพาะเห็ดในฤดูหนาว อุณหภูมิของอากาศ 20 องศา การกลับกองแต่ละครั้งใช้เวลา 2 วัน ไม่เช่นนั้นอุณหภูมิในกองเพาะจะไม่สูงพอ อันนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมเกษตรกรรุ่นเก่าจึงทำการเพาะเห็ดในฤดูหนาวไม่กำไร เหตุผลก็คือกองเพาะย่อยสลายไม่หมด เนื่องจากอุณหภูมิของอากาศต่ำ ทำให้อาหารที่ย่อยสลายแล้วน้อย เห็ดก็เกิดได้น้อย กองเพาะอุณหภูมิไม่สูงพอ ก็ทำให้เห็ดเกิดน้อยครับ
2.ชนิดของวัสดุเพาะ และส่วนผสมของวัสดุเพาะ มีผลต่อความร้อนของกองเพาะ
3.เคยมีข้อสงสันกันระหว่างนักวิชาการกับนักปฏิบัติว่า จำนวนวันที่ใช้หมักเท่าไรจึงเหมาะ เพราะในทางปฏิบัติถ้าหมักกองเพาะไว้นาน จะทำให้เก็บเห็ดได้มากกว่ากองเพาะที่หมักไว้เพียงไม่กี่วัน ผลจากการสังเกตและศึกษาของผมสรุปได้ว่า หากหมักวัสดุเพาะมากวันเกินไป จะทำให้วัสดุเพาะขาดความร้อน ซึ่งจะมีผลต่อการสร้างเส้นใยเห็ด แต่การหมักไว้นานๆ จะเกิดจุลินทรีย์ ประเภทแอนทิโนมัยซิท(Actinomycetes) ซึ่งจุลินทรีย์ตัวนี้จะมีขนาดเล็ก สามารถแทรกตัวได้ดี เมื่ออบไอน้ำฆ่าเชื้อแล้วจะทำให้เส้นใยเห็ดเดินตามจุลินทรีย์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดดอกเห็ดเป็นจำนวนมากหรือเป็นพวง ซึ่งเรียกว่าเห็ดจับหัว การเพาะเห็ดในโรงเรือนส่วนใหญ่ ถ้าหมักวัสดุเพาะน้อยวันลักษณะการเกิดดอกเห็ดจะเกิดเป็นหัว ๆ แยกห่างจากกันแต่มีขนาดดอกโตมาก เพราะฉะนั้นถ้าคุณบริหารจัดการในเรื่องการหมักวัสดุเพาะไม่ดี จะทำให้คุณได้ดอกเห็ดจำนวนน้อย แต่มีขนาดใหญ่ ถ้าหมักมากวันจะทำให้คุณเก็บเห็ดได้เป็นพวง แต่ถ้ามากวันเกินไปก็จะทำให้เห็ดเกิดน้อยเนื่องจากกองเพาะขาดความร้อน
4.ในขบวนการหมักที่มากวัน จะทำให้วัสดุเพาะขาดความร้อน ทำให้ต้องกองวัสดุเพาะหนาขึ้น เพื่อให้อุณหภูมิในกองเพาะสูงเพียงพอที่จะสร้างเส้นใยเห็ด อันมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตาม ดังนั้นคุณจึงต้องทำการเปรียบเทียบกันว่า ถ้าคุณใช้วัสดุเพาะแบบนี้ หมักจำนวนเท่านี้วัน กองหนา เท่าไร จึงให้ผลผลิตสูงสุด บนต้นทุนต่ำสุด การทดลองในขั้นตอนนี้คุณจะต้องทำในโรงเรือนขนาดเล็กที่ผมเคยบอกในตอนต้น เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ให้ได้ก่อน ลงทุนทำจริงครับ ในข้อที่ 4 นี้สำคัญมากนะครับ เพราะถ้าคุณสามารถประหยัดต้นทุนได้ 100 บาท โดยทำให้เห็ดเกิดเพิ่มขึ้นได้ 300 บาทต่อโรงเรือน จะทำให้ต่อโรงเรือนของคุณ สร้างรายได้ 400 บาทต่อครั้ง ถ้าทำหลายโรงเรือนในปี ๆ หนึ่ง เป็นเงินมากโขเลยนะครับ
ขอบคุณที่สนใจครับ
1.นำก้อนขี้ฝ้ายลงบ่อแช่ ใช้คราดหรือคราดมือเสือตะกุยออกโดยฉีดน้ำรดตลอดจนหมดก้อน โดยอย่าให้น้ำล้นออกไป ปริมาณน้ำที่ใช้เพียงแค่พอแช่ขี้ฝ้ายได้เปียกหมด เพื่อไม่ให้สูญเสียธาตุอาหารไปกับน้ำ ย่ำให้ทั่ว หรือใช้คราดตะกุยไปจนขี้ฝ้ายเปียกน้ำทั่ว หากมีเปลือกถั่วก็ให้ใส่ลงไปผสมแล้วย่ำไปด้วยกัน
2.หากคุณทำบ่อแช่ตามที่ผมเคยกล่าวไว้ การสะเด็ดน้ำก็เพียงแต่โกยขึ้นมาไว้ตรงส่วนสูงของบ่อ โดยโกยให้สูง 70 ซ.ม. หาผ้าคลุมทับด้วยของหนัก แล้วจับอุณหภูมิในกองวัสดุ (ให้จับลึกลงไป 30-40 ซ.ม. จากขอบกองหมัก) หากวัสดุเพาะมีอุณหภูมิ 50 – 55 องศา (จับอุณหภูมิว่าใช้เวลาเท่าไร จึงได้อุณหภูมิ 50 – 55 องศา) ก็แสดงว่าใช้ได้แล้ว ให้ทำการกลับกอง โดยใช้คราดมือเสือตะกุยออกจากบ่อ หากคุณไม่ทำบ่อแบบที่ผมบอกในตอนต้น คุณจะต้องใช้การโกยขึ้นจากบ่อซึ่งจะเสียเวลามาก
3.การกลับกอง ให้กองวัสดุเพาะหนาเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นหนา 15 – 20 ซ.ม โดยแต่ละชั้นให้โรยอาหารเสริมตามสูตรของคุณที่มี เช่น ยิปซั่ม รำ ปูนขาว ปุ๋ย E.M ให้พอดีหมดตามส่วน โดยให้ความสูงของกองหมัก 70 ซ.ม ยาวไปเรื่อยจนหมดวัสดุเพาะ จับอุณหภูมิวัสดุเพาะว่าใช้เวลาเท่าไร จึงจะมีอุณภูมิสูงขึ้นถึง 50-55 องศา จะต้องกลับกองหมัก เพื่อให้กองหมักได้รับออกซิเจน และให้ก๊าซแอมโมเนีย(กลิ่นเหม็น)ที่เกิดจากการหมักจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการหมักเพื่อย่อยสลายธาตุอาหาร
4.จำนวนครั้งของการกลับกองวัสดุ ให้สังเกตจากว่า หากอุณหภูมิของกองหมักสูงขึ้นถึง 50 – 55 องศา โดยใช้เวลามากขึ้น ก็แสดงว่าขบวนการย่อยสลายของจุลรินทรีย์ ดำเนินไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว
การใข้วัสดุเพาะอื่นที่ไม่ใช่ขี้ฝ้ายก็ใช้หลักการเดี่ยวกันครับ และเหตุผลที่ผมไม่ระบุจำนวนวันและจำนวนครั้งที่กลับกองเพราะ
1.อุณหภูมิของอากาศ ผมเคยเพาะเห็ดในฤดูหนาว อุณหภูมิของอากาศ 20 องศา การกลับกองแต่ละครั้งใช้เวลา 2 วัน ไม่เช่นนั้นอุณหภูมิในกองเพาะจะไม่สูงพอ อันนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมเกษตรกรรุ่นเก่าจึงทำการเพาะเห็ดในฤดูหนาวไม่กำไร เหตุผลก็คือกองเพาะย่อยสลายไม่หมด เนื่องจากอุณหภูมิของอากาศต่ำ ทำให้อาหารที่ย่อยสลายแล้วน้อย เห็ดก็เกิดได้น้อย กองเพาะอุณหภูมิไม่สูงพอ ก็ทำให้เห็ดเกิดน้อยครับ
2.ชนิดของวัสดุเพาะ และส่วนผสมของวัสดุเพาะ มีผลต่อความร้อนของกองเพาะ
3.เคยมีข้อสงสันกันระหว่างนักวิชาการกับนักปฏิบัติว่า จำนวนวันที่ใช้หมักเท่าไรจึงเหมาะ เพราะในทางปฏิบัติถ้าหมักกองเพาะไว้นาน จะทำให้เก็บเห็ดได้มากกว่ากองเพาะที่หมักไว้เพียงไม่กี่วัน ผลจากการสังเกตและศึกษาของผมสรุปได้ว่า หากหมักวัสดุเพาะมากวันเกินไป จะทำให้วัสดุเพาะขาดความร้อน ซึ่งจะมีผลต่อการสร้างเส้นใยเห็ด แต่การหมักไว้นานๆ จะเกิดจุลินทรีย์ ประเภทแอนทิโนมัยซิท(Actinomycetes) ซึ่งจุลินทรีย์ตัวนี้จะมีขนาดเล็ก สามารถแทรกตัวได้ดี เมื่ออบไอน้ำฆ่าเชื้อแล้วจะทำให้เส้นใยเห็ดเดินตามจุลินทรีย์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดดอกเห็ดเป็นจำนวนมากหรือเป็นพวง ซึ่งเรียกว่าเห็ดจับหัว การเพาะเห็ดในโรงเรือนส่วนใหญ่ ถ้าหมักวัสดุเพาะน้อยวันลักษณะการเกิดดอกเห็ดจะเกิดเป็นหัว ๆ แยกห่างจากกันแต่มีขนาดดอกโตมาก เพราะฉะนั้นถ้าคุณบริหารจัดการในเรื่องการหมักวัสดุเพาะไม่ดี จะทำให้คุณได้ดอกเห็ดจำนวนน้อย แต่มีขนาดใหญ่ ถ้าหมักมากวันจะทำให้คุณเก็บเห็ดได้เป็นพวง แต่ถ้ามากวันเกินไปก็จะทำให้เห็ดเกิดน้อยเนื่องจากกองเพาะขาดความร้อน
4.ในขบวนการหมักที่มากวัน จะทำให้วัสดุเพาะขาดความร้อน ทำให้ต้องกองวัสดุเพาะหนาขึ้น เพื่อให้อุณหภูมิในกองเพาะสูงเพียงพอที่จะสร้างเส้นใยเห็ด อันมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตาม ดังนั้นคุณจึงต้องทำการเปรียบเทียบกันว่า ถ้าคุณใช้วัสดุเพาะแบบนี้ หมักจำนวนเท่านี้วัน กองหนา เท่าไร จึงให้ผลผลิตสูงสุด บนต้นทุนต่ำสุด การทดลองในขั้นตอนนี้คุณจะต้องทำในโรงเรือนขนาดเล็กที่ผมเคยบอกในตอนต้น เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ให้ได้ก่อน ลงทุนทำจริงครับ ในข้อที่ 4 นี้สำคัญมากนะครับ เพราะถ้าคุณสามารถประหยัดต้นทุนได้ 100 บาท โดยทำให้เห็ดเกิดเพิ่มขึ้นได้ 300 บาทต่อโรงเรือน จะทำให้ต่อโรงเรือนของคุณ สร้างรายได้ 400 บาทต่อครั้ง ถ้าทำหลายโรงเรือนในปี ๆ หนึ่ง เป็นเงินมากโขเลยนะครับ
ขอบคุณที่สนใจครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)